อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

ซูดานเตรียมสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล

รัฐบาลสหรัฐประกาศว่า ซูดานเป็นประเทศที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ที่เตรียมสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับอิสราเอล เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 เวลา 08.25 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันศุกร์ ว่าซูดานและอิสราเอลเห็นชอบให้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ "เต็มรูปแบบในระดับปกติ" ภายในอนาคตอันใกล้นี้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ ถือเป็นประเทศที่สามในโลกอาหรับ ซึ่งประกาศจุดยืนดังกล่าวภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน ต่อจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) และบาห์เรน ที่ลงนามในข้อตกลง "อับราฮัม" ร่วมกับอิสราเอล ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อกลางเดือนก.ย. ที่ผ่านมา
 
 

 
ด้านรัฐบาลอิสราเอลและรัฐบาลซูดานออกแถลงการณ์ร่วมกัน เกี่ยวกับการเตรียมเจรจาสถาปนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเน้นด้านเกษตรกรรมก่อน ส่วนกำหนดการลงนามในข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ที่รวมถึงการเปิดสถานเอกอัครราชทูตและการแต่งตั้งเอกอัครราชทูต จะมีการหารือในลำดับต่อไป นอกจากนี้ สหรัฐและอิสราเอลยังให้คำมั่นช่วยเหลือซูดาน ในการจัดการภาระหนี้สาธารณะ ถือเป็นกรณีที่แตกต่างจากยูเออีและบาห์เรน ซึ่งเชื่อมโยงอิหร่าน "เป็นเหตุผล" ในการสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล
 

 
ทั้งนี้ ผู้นำสหรัฐกล่าวถึงปาเลสไตน์ด้วยว่า "กำลังต้องการบางสิ่ง" แต่ไม่ได้ขยายความ ขณะที่ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ผู้นำปาเลสไตน์ ประณามการตัดสินใจของซูดาน "เป็นการทรยศ" ต่อกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางและหลักการสองรัฐ ส่วนอียิปต์และจอร์แดนซึ่งเป็น 2 ประเทศแรกในโลกอาหรับที่สถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล ยังไม่แสดงท่าทีมากนัก
 
อนึ่ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของซูดานเกิดขึ้น หลังทรัมป์ยื่นหนังสือต่อสภาคองเกรส แจ้งให้ทราบเรื่องการถอนชื่อซูดานออกจากบัญชีดำของสหรัฐ ในฐานะรัฐสนับสนุนการก่อการร้าย ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงมูลค่า 335 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 10,488.85 ล้านบาท ) เป็นวงเงินที่รัฐบาลคาร์ทูมจะจ่ายเป็นค่าชดเชยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตชาวอเมริกัน  จากเหตุวินาศกรรมระเบิดทำลายสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเคนยา และในแทนซาเนีย เมื่อปี 2541 มีผู้เสียชีวิต 224 คน และ 11 คนตามลำดับ โดยเหตุการร์เกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้นำกลุ่มอัล-กออิดะห์ในเวลานั้น คือนายโอซามา บิน ลาเดน กำลังพำนักอยู่ในซูดาน.

เครดิตภาพ : AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 18