อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 17 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 17 เมษายน 2564

สหรัฐคุ้นเคยไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ

ไวรัสสายพันธุ์อังกฤษที่แพร่ระบาดได้ง่ายนั้นได้กลายเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่คุ้นเคยในสหรัฐอเมริกา เพราะตรวจพบในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง พฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2564 เวลา 18.55 น.


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ว่า ดร.โรเชลล์ วาเลนสกี้ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวกรุงวอชิงตันว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษในชื่อรหัส B.1.1.7 ตรวจพบครั้งแรกเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วนั้น ตรวจพบในเขตดินแดน 52 รัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งไวรัสสายพันธุ์นี้ระบาดได้ง่าย กำลังกลายเป็นที่คุ้นเคยในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงได้เร่งรณรงค์ให้ชาวอเมริกันฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ ไม่ให้ระบาดลุกลามไปมากกว่านี้

นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกายังตรวจพบไวรัสสายพันธุ์แอฟริกาใต้ใน 36 เขตดินแดนรัฐ เชื่อว่าไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถต้านทานวัคซีนบางชนิดและการรักษาด้วย

ขณะนี้สหรัฐอเมริกาเร่งทำการจัดฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ได้สัปดาห์ละ 3 ล้านโด๊ส เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ 8% ขณะเดียวกันก็เร่งทำการผลิตวัคซีนให้ได้หลายล้านโด๊ส เช่น ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งได้รับการอนุมัติรับรองใช้งานฉุกเฉินแล้ว ก่อนหน้าก็มีวัคซีนของไฟเซอร์กับโมเดอร์นา ที่ได้รับรองไปแล้วและหาทางเพิ่มกำลังการผลิตด้วยเช่นกัน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ได้เพิ่มเป้าหมายการจัดฉีดวัคซีนใน 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งของเขา ให้กับประชาชนให้ได้มากถึง 200 ล้านคน จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 100 ล้านคน และยังเร่งจัดฉีดวัคซีนให้กับผู้บรรลุนิติภาวะทุกคนในสหรัฐอเมริกาให้ได้ครบภายในกลางเดือน เม.ย.นี้

แต่ทุกวันนี้ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละกว่า 63,000 คน ตัวเลขต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้น 2.3% จากสัปดาห์ก่อนหน้านี้
ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐยังตั้งข้อสังเกตว่า พบการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากกิจกรรมกีฬาของคนหนุ่มสาว จึงแนะนำชุมชนต่างๆ ที่พบการติดเชื้อรายใหม่ ขอให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกีฬาเอาไว้ก่อน และเสนอให้เข้ารับการตรวจคัดกรองหาเชื้อสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

เครดิตภาพ REUTERS

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น