อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

ย้อนรำลึก'เจ้าชายฟิลิป' จากรักแรกพบสู่ผู้เคียงข้างราชบัลลังก์

ย้อนรำลึก.. "เจ้าชายฟิลิป" ดยุคแห่งเอดินเบอระ จากรักแรกพบสู่คู่ทุกข์คู่ยาก ผู้เคียงข้างราชบัลลังก์ "ควีนเอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษ" ศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564 เวลา 20.24 น.


เป็นอีกหนึ่งหนึ่งข่าวเศร้าในวันนี้ หลังสำนักพระราชวังบัคกิงแฮม ในกรุงลอนดอน ได้เปิดเผยว่า "เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ " สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชนมพรรษา 99 ปี แต่รู้หรือไม่ว่า บนเส้นทางชีวิตที่หลายคนคุ้นภาพของ "เจ้าชายฟิลิป" ผู้อยู่เคียงข้างพระราชินีของอังกฤษนั้น แท้ที่จริงแล้ว พระองค์ต้องผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง..

เจ้าชายผู้พลัดบัลลังก์
เจ้าชายฟิลิปประสูติที่เกาะกรีก ในคอร์ฟู เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ปี ค.ศ.1921 ทรงประสูติในราชวงศ์กรีซและเดนมาร์ก เติบโตมาพร้อมกับพระราชอิสริยศักดิ์ "ปรินซ์ ฟิลิป ออฟ กรีซ แอนด์ เดนมาร์ก" โดยสืบเชื้อสายตรงมาจากราชวงศ์กรีซ และเป็นหลานทวดของพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับควีนเอลิซาเบธที่ 2

แต่ในระหว่างที่ยังเป็นทารก ราชวงศ์ของพระองค์ต้องเสด็จหนีภัยการเมืองออกจากราชอาณาจักรกรีซ หลังพระปิตุลา คือ กษัตริย์คอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซ ถูกรัฐบาลทหารปฏิวัติโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และกดดันให้สละราชสมบัติ ขณะที่พระบิดาของเจ้าชาย คือ "เจ้าชายแอนดรูว์ แห่งกรีซ และเดนมาร์ก" รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงถูกจับกุมขัง และต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสในที่สุด พี่สาวทั้ง 4 คนของเจ้าชาย ก็สมรสกับเจ้าชายเยอรมัน และย้ายรกรากไปอยู่ในเยอรมนี ขณะที่พระมารดาของเจ้าชาย คือ "เจ้าหญิงอลิซ แห่งแบทเทนเบิร์ก" ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวช เพราะป่วยเป็นโรคประสาทรุนแรง



ทำให้ชีวิตในช่วงวัยเด็กของ "เจ้าชายฟิลิป" ทรงเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติของอเมริกา ในกรุงปารีส ต่อมาจึงถูกส่งตัวไปเรียนชั้นประถมที่สหราชอาณาจักร โดยเติบโตมาในพระราชวังเคนซิงตัน ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดของคุณลุง "จอร์จ เมานท์แบทเทน" ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของเจ้าชาย ด้วยความที่พี่สาวทั้ง 4 คน สมรสกับเจ้าชายเยอรมัน จึงชักชวนให้น้องชายคนเล็กไปเรียนหนังสือที่เยอรมนีด้วย แต่เรียนได้แค่ปีเดียว คุณลุงก็เรียกตัวกลับ และตัดสินใจให้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนกอร์ดอนสโตน ในสกอตแลนด์ จนจบชั้นมัธยม จากนั้นเจ้าชายได้เดินตามความฝันที่อยากเป็นลูกนาวี โดยสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยทหารเรือดาร์ทมัธ 

นาวิกโยธินหนุ่มผู้เฉิดฉาย
หลังจบจากโรงเรียนกอร์ดอนสตันในปี ค.ศ.1939 เจ้าชายฟิลิปในวัย 18 ชันษาเข้าศึกษาที่ราชนาวิกวิทยาลัยเป็นเวลาหนึ่งภาคเรียน แล้วจึงถูกส่งตัวกลับประเทศกรีซไปอยู่กับพระมารดาเป็นเวลาราวหนึ่งเดือนที่กรุงเอเธนส์ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 2 แห่งกรีซ สั่งให้เจ้าชายกลับอังกฤษ พระองค์จึงเสด็จกลับอังกฤษในเดือนกันยายนและเข้าเป็นนายเรือฝึกหัดในราชนาวีอังกฤษ พระองค์จบการศึกษาจากราชนาวิกวิทยาลัยในปีถัดมา พร้อมกับถูกยกย่องว่าเป็น "นักเรียนนายร้อยที่เก่งและดีที่สุดในกลุ่มร้อยโท" คนแรกของกองทัพเรือ



ในฐานะทหารเรืออังกฤษ "เจ้าชายฟิลิป"  เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองโดยปฏิบัติหน้าที่ในกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนและกองเรือแปซิฟิก ภายหลังสงครามสิ้นสุด ทรงได้รับพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ให้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ พระองค์ทรงสละฐานันดรทั้งหมดของกรีซและเดนมาร์ก และกลายเป็นสามัญชนข้าแผ่นดินสหราชอาณาจักร โดยเจ้าชายฟิลิปได้รับพระราชทานยศขุนนางเป็นดยุคแห่งเอดินเบอระ, เอิร์ลแห่งเมริออเน็ต และบารอนกรีนวิช แล้วจึงได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 

อย่างไรก็ดี หลังจากควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี1953 "เจ้าชายฟิลิป" ได้ทรงหันหลังให้กองทัพราชนาวีอย่างเด็ดขาดเพื่อมาทำหน้าที่ปรินซ์ คอนสอร์ท ช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจจากองค์พระประมุขของอังกฤษ กระนั้น ก็ทรงได้รับการติดพระยศพลอากาศเอกประจำกองทัพอากาศสหราช อาณาจักร และทรงหันมาทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกบินเพื่อเป็นการชดเชย



ตำนานรักแรกพบ
ว่ากันว่าทั้งสองพระองค์เป็นรักแรกพบกันอย่างแท้จริง โดยในครั้งที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1939 ขณะที่ "เจ้าหญิงเอลิซาเบธ ทรงมีพระชนม์เพียง 13 ชันษา ส่วน "เจ้าชายฟิลิป" มีพระชนม์ 18 ชันษา กำลังเป็นนักเรียนเตรียมทหารเรือ ขณะนั้น "พระเจ้าจอร์จที่ 6" และพระชายา "สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ" เสด็จเยือนวิทยาลัยทหารเรือดาร์ทเมาธ์ ระหว่างนั้นองค์ควีนได้ทรงขอให้เจ้าชาย ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระประยูรญาติห่างๆ พาพระธิดาทั้งสองพระองค์ คือ "เจ้าหญิงเอลิซาเบธ" กับ "เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต" เดินชมวิทยาลัย



มีการเล่าขานจนเป็นเลิฟสตอรี่แห่งวินด์เซอร์ว่า "เจ้าหญิงเอลิซาเบธ" ทรงตกหลุมรัก "เจ้าชายฟิลิป" ตั้งแต่แรกเห็น และนับแต่นั้นมา ทั้งคู่ก็เริ่มเขียนจดหมายรักถึงกัน กระทั่งในช่วงฤดูร้อน ปี ค.ศ.1946 ขณะที่ "เจ้าหญิงเอลิซาเบธ" มีพระชนม์ 20 ชันษา "เจ้าชายฟิลิป" ได้ทูลขอ "พระเจ้าจอร์จที่ 6" เพื่อเสกสมรสกับพระธิดาองค์โต



โดยมีเงื่อนไขของการประกาศหมั้นหมายอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นได้ เมื่อ "เจ้าหญิงเอลิซาเบธ" ทรงมีพระชันษาครบ 21 ชันษาเต็ม ในเดือน เม.ย. ปี ค.ศ.1947 ระหว่างนั้น "เจ้าชายฟิลิป" ต้องสละพระอิสริยยศทั้งหมดที่เกี่ยวโยงกับราชวงศ์กรีซ และเดนมาร์ก หันมาใช้นามสกุลของลุง คือ "เมานต์แบ็ตเทน" ซึ่งแปลงมาจากนามสกุลเยอรมัน "บัทเทินแบร์ค" ขณะเดียวกัน ก็ทรงเปลี่ยนศาสนาจากนิกายกรีก ออร์ทอดอกซ์ มาเป็นเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ พร้อมทั้งเปลี่ยนสัญชาติเป็นอังกฤษเต็มตัว

การประกาศหมั้น หมายอย่างเป็นทางการของทั้งคู่ มีขึ้นในวันที่ 10 ก.ค. 1947 ก่อนจะจัดพิธีเสกสมรสอย่างยิ่งใหญ่ ในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เช้าวันที่ 20 พ.ย.1947 มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี เพื่อให้ผู้ชม 200 ล้านคนทั่วโลก ได้ติดตามชมอย่างใกล้ชิด



หลังการเสกสมรส ทั้งสองมีพระราชโอรสและธิดาดังนี้
1.เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์
2.เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี
3.เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก
4.เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์

นอกจากนี้ ทั้งสองพระองค์ยังมี พระราชนัดดา (หลาน) 8 พระองค์ และพระราชปนัดดา (เหลน) 9 พระองค์



ผู้เคียงข้างราชบัลลังก์
หลังจากรับใช้ราชวงศ์วินด์เซอร์มาหลายทศวรรษ ช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ไม่เคยขาด เมื่อปลายปี 2017 "เจ้าชายฟิลิป" ทรงประกาศรีไทร์จากการปฏิบัติพระกรณียกิจทุกอย่าง ขณะ 97 พรรษา เนื่องจากมีพระชนมายุมากแล้ว โดยปี 2018 ทรงเข้ารับการผ่าตัดสะโพกครั้งใหญ่ และหลังจากนั้นก็มีอาการประชวรเป็นระยะๆ กระทั่งกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทรงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลคิง เอ็ดเวิร์ดที่ 7 โดยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนาน 1 เดือน ก่อนที่คณะแพทย์จะอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. และพระองค์เสด็จไปประทับพักฟื้น ที่พระราชวังวินด์เซอร์ ในแคว้นเบิร์กเชียร์ ทางภาคใต้ของเกาะอังกฤษ



อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้ง ควีนเอลิซาเบธที่สอง  และ เจ้าชายฟิลิป ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์ หลังย้ายออกจากพระราชวังบัคกิงแฮม ซึ่งทางสำนักพระราชวังยืนยันเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองพระองค์ทรงได้รับวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 โด๊สแรกแล้ว

และเมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งวันที่นำมาสู่ความโศกเศร้า เมื่อสำนักพระราชวังบัคกิงแฮม ในกรุงลอนดอน ได้เปิดเผยว่า เจ้าชายฟิลิป สิ้นพระชนม์แล้ว..



กว่า 7 ทศวรรษที่ทรงทำหน้าที่ปรินซ์ คอนสอร์ท "เจ้าชายฟิลิป" ได้ตามเสด็จ สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สอง ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน โดยเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆทั่วโลกมาแล้ว 143 ประเทศ และปฏิบัติพระกรณียกิจมากกว่า 22,219 งาน ตามรายงานของบัคกิ้งแฮมระบุว่า "ดยุคแห่งเอดินเบอระ" ทรงเป็นพระราชวงศ์วินด์เซอร์ ที่ปฏิบัติพระกรณียกิจมากที่สุดถึงปีละ 300 งาน ขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นองค์ประธานอุปถัมภ์องค์กรการกุศลมากกว่า 800 องค์กร และ "ในปัจจุบันยังได้รับการบันทึกให้เป็นปรินซ์ คอนสอร์ท ที่อยู่เคียงข้างองค์พระประมุขยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์" อีกด้วย...



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น