อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

สหรัฐมองสถานการณ์ในเมียนมา "แย่ลงและลุกลาม"

ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายเอเชียของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน กล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า "น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง" เพราะยังห่างไกลจากแนวโน้มที่จะกลับมาดีขึ้น และอเมริกา "คาดการณ์ทุกรูปแบบ" พุธที่ 9 มิถุนายน 2564 เวลา 11.07 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ว่านายเคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานด้านกิจการเอเชีย-แปซิฟิก ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ กล่าวเมื่อวันอังคาร ว่าสถานการณ์รุนแรงที่เป็นผลสืบเนื่องจากการรัฐประหารในเมียนมา ได้ลุกลามขยายวงกว้าง ความท้าทายที่กองทัพเมียนมากำลังเผชิญไม่ได้มาจากกองกำลังชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่องค์กรการเมืองฝ่ายต่อต้านที่มีการรวมตัวเป็นระบบและเด็ดเดี่ยว ยังคงเคลื่อนไหวโดยไม่ลดความมุ่งมั่น ในระดับที่ "เกินความคาดหมาย" ของกองทัพเมียนมา
 

 
เมื่อมีการซักถามว่า เมียนมามีแนวโน้มจะเป็น "รัฐล้มเหลว" หรือไม่ แคมป์เบลล์ตอบว่า สถานการณ์ภายในเมียนมา "น่าวิตกกังวล" เนื่องจากมีสัญญาณของความเลวร้ายมากขึ้นทุกขณะ ในส่วนของสหรัฐมีการติดตาม ประเมิน และคาดการณ์สถานการณ์ "ทุกรูปแบบ"
 

 
ขณะเดียวกัน แคมป์เบลล์ยืนยันว่า รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโจ ไบเดน สนับสนุนทุกความพยายามของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) และองค์กรกลางทุกแห่ง เพื่อนำเมียนมากลับคืนสู่เส้นทางประชาธิปไตย และเรียกร้องประชาคมโลกร่วมกันโดดเดี่ยวคณะผู้นำรัฐบาลทหารของเมียนมา
 
ด้านสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) รายงานว่า การสู้รบอย่างหนักหน่วงระหว่างกองทัพเมียนมา กับกองกำลังชาติพันธุ์ในรัฐกะยา ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งยืดเยื้อมานานหลายเดือน ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 100,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย
 
อย่างไรก็ตาม นายวันนา หม่อง ลวิน รมว.การต่างประเทศเมียนมา กล่าวต่อที่ประชุมวาระพิเศษ ระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) กับจีน ที่เทศบาลนครฉงชิ่ง ในสัปดาห์นี้ ยืนยันว่า รัฐบาลทหารของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เดินหน้าปฏิบัติตาม "แผนยุทธศาสตร์ 5 ข้อ" ที่บัญญัติ "ตามแนวทางของตัวเอง" แต่ไม่ได้กล่าวถึงฉันทามติ 5 ข้อ ที่อาเซียนเรียกร้องในการประชุม เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา.

เครดิตภาพ : REUTERS

   

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    74%
  • ไม่เห็นด้วย
    26%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 25