อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ปส.โชว์ความพร้อมสถานีเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์

ปส. นำสื่อมวลชนชมสถานี RN 65 1 ใน 3 สถานีของอาเซียน ช่วยเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์ ตรวจรู้ได้หากมีการทดลองนิวเคลียร์ทั่วโลก พฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เวลา 17.25 น.

วันนี้( 9 พฤศจิกายน 2560)  สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีอาร์เอ็น 65 (Radiation Monitoring Station : RN 65)  ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และมีเพียง 3 สถานีในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งหวังให้สื่อมวลชนได้สัมผัสถึงภารกิจของ ปส. ด้านการเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์และรังสีอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจให้กับประชาชนว่า หากเกิดการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นทั่วโลก ปส. จะมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล

นายธงชัย  สุดประเสริฐ   ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและมาตรฐานกำกับดูแลความปลอดภัย ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2539 ประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT: Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty) เป็นประเทศที่ 133 และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้สัตยาบัน  โดยมี ปส. เป็นหน่วยงานหลักระดับชาติในการประสานงานตามพันธกรณี
 
โดยสนธิสัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ ห้ามรัฐภาคีทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง ครอบคลุมทั้งบนดิน ใต้ดิน ใต้น้ำ และอวกาศ และต้องให้ความร่วมมือในการจัดตั้งเครือข่ายตรวจสอบการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก ปส. ได้เล็งเห็นว่าการเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์และรังสีเป็นเรื่องที่สำคัญ จึงผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการจัดตั้งสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีอาร์เอ็น 65 ขึ้น โดยใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ใกล้กับสถานีอุตุนิยมวิทยานครปฐม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมทางเทคนิคในการจัดตั้งสถานีฯ มากที่สุด  เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบหากเกิดการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนเครือข่ายเฝ้าระวังทางรังสีของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายธงชัย กล่าวว่า สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีในระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศนี้ มีทั้งหมด 80 สถานีทั่วโลก  ซึ่งมีเพียง 3 สถานีในภูมิภาคอาเซียน คือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และในต้นปี 2561 CTBTO จะทำการติดตั้งระบบตรวจวัดก๊าซเฉื่อยรังสี (Noble Gas System) ส่งผลให้สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีอาร์เอ็น 65 ของไทยกลายเป็น 1 ใน 40 สถานีทั่วโลก และเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ที่มีศักยภาพสูงในการเฝ้าตรวจการทดลองระเบิดและอาวุธนิวเคลียร์
 
 
ด้าน ดร.ยุทธนา  ตุ้มน้อย  นักชีววิทยารังสีชำนาญการพิเศษ ปส. เปิดเผยว่า  ที่นี่คือหนึ่งในสถานีเครือข่ายการเฝ้าระวังทั่วโลกภายใต้สนธิสัญญา CTBT ซึ่งต่อจากนี้จะมีการตรวจวัดนิวไคลด์กัมมันตรังสี ฯ หากมีการรั่วไหลออกมาจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ส่งเสริมและยืนยันซึ่งกันและกันอยู่ 4 เทคโนโลยีคือสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีฯ สถานีเฝ้าระวังการสั่นสะเทือนของพิภพ สถานีตรวจวัดคลื่นใต้น้ำ และสถานีตรวจวัดคลื่นใต้เสียง หากข้อมูลทั้ง 4 ข้อมูลสอดคล้องกันก็สามารถระบุได้ว่าเป็นการทดลองอาวุธนิวเคลียร์

ปัจจุบันสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีอาร์เอ็น 65   มีความสามารถในการเก็บตัวอย่างฝุ่นละออง สามารถวิเคราะห์นิวไคลด์กัมมันตรังสีในตัวอย่างอนุภาคในอากาศ  มีการส่งผลการวัดไปยังศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศ ที่สำนักงานใหญ่ของ CTBTO กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เป็นประจำทุกวัน เพื่อทำการวิเคราะห์ผลการวัดหลังจากการวิเคราะห์ผลแล้ว จะส่งข้อมูลกลับมายังประเทศไทย   ซึ่งในขั้นตอนนี้จะทำให้สามารถตรวจรู้ได้หากมีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นทั่วโลก โดยจะยืนยันผลร่วมกับเทคโนโลยีเฝ้าตรวจแบบอื่นๆ ของ CTBTO

แต่ในปีหน้าจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดก๊าซเฉื่อยรังสีเข้าไปด้วยทำให้มีศักยภาพมากขึ้น คือ มีศักยภาพในการตรวจวัดก๊าซที่มีโอกาสฟุ้งกระจายออกมาจากชั้นใต้ดินทำให้มีความสามารถในการตรวจวัดที่หลากหลายและหลายมิติมากขึ้น  และทำให้กลายเป็น 1ใน 40 สถานีที่มีอยู่ทั่วโลกที่มีความสามารถนี้

สำหรับความพร้อมของไทยใน การเฝ้าระวัง และเตรียมรับสถานการณ์ทางนิวเคลียร์  ดร.ยุทธนา   กล่าวว่าถ้าพูดถึงการดำเนินงานภายใต้สนธิสัญญาดังกล่าว ไทยมีสถานีตามพันธะกรณีที่ต้องทำอยู่ 2สถานีคือ สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพพีเอส 41 ที่จ.เชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ  และสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีอาร์เอ็น 65 ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ปส. ซึ่งปัจจุบันด้านบุคลากรก็ถือว่ามีความพร้อม เพียงพอในระดับหนึ่งที่จะดำเนินการตามพันธะกรณีได้ แต่เมื่อมีการติดตั้งเครื่องมือเพิ่มก็จะต้องมีขยายจำนวนบุคลากรรองรับเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
   
ทั้งนี้การตั้งสถานีฯ ภายในม.เกษตร  นอกจากจะเป็นความเหมาะสมของพื้นที่ทางเทคนิคแล้วยังเป็นการสร้างบุคคลากรรุ่นใหม่และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านนี้ให้กับนักศึกษาและนักวิจัยต่าง ๆ อีกด้วย
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 9