อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562

แนะองค์กรปรับตัวรับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ไมโครซอฟท์ เผยผลวิจัย ชี้ประเทศไทยยังเสี่ยงถูกโจมตีไซเบอร์ ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังรอประกาศใช้ องค์กรธุรกิจต้องศีกษาและปรับตัวไม่ให้ทำผิดกฎหมาย พฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.38 น.


นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการใช้งานด้านดิจิทัลเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน) (สพธอ.) หรือ เอ็ดด้า  คนไทยออนไลน์ถึงวันละ 10 ชั่วโมง ตลาดอีคิมเมิร์ซมีมูลค่าถึง 3 ล้านล้านบาท และคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้งอันดับต้นๆ ของโลก  ทางไมโครซอฟท์จึงได้ทำรายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ Security Intelligence Report (SIR) พบว่า การโจมตีทางอินเทอร์เน็ตมีความถี่และซับซ้อนมากขึ้น โดยภัยคุกคาม 4 อันดับแรก คือ ได้แก่มัลแวร์ทั่วไป (พบได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 107% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียแปซิฟิก 51%) มัลแวร์ที่ขุดสกุลเงินดิจิทัล (สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 133% / สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียแปซิฟิก 100%) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 140% / สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียแปซิฟิก 71%) และการหลอกล่อด้วยเว็บไซต์ (สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 33% / สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียแปซิฟิก 9%)

 
“ ปี 2017-2018 แรนซั่มแวร์ลดลง เนื่องจากคนตื่นตัวกันมากขึ้น มีการอัพเดทแพทซ์ มีการแบล็คอัพข้อมูล ทำให้ แฮกเกอร์ไม่สนใจวิธีการนี้แล้ว โดยเทรนด์ที่เห็นเยอะเพิ่มมากขึ้น คือ แฮกเกอร์ ใช้มัลแวร์เข้าฝั่งตัวมีการถูกขโมยใช้ซีพียู เพื่อใช้ขุดบิทคอย ซึ่งผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์บางคนไม่รู้ตัว ซึ่งในประเทศไทยมัลแวร์ยังระบาดอยู่ในอัตราเกินเท่าตัวของการระบาดในโลก ส่งผลให้เราอยู่ในโลกของความเสี่ยงแฮกเกอร์พยายามเจาะระบบอยู่ตลอดเวลา”

 
 งานวิจัยยังระบุอีกว่าผู้บริโภคไทยถึง 42% เคยพบกับปัญหาในการใช้งานบริการดิจิทัลที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจ โดยที่ผู้บริโภคกว่า 62% ในกลุ่มนี้ตัดสินใจหันไปใช้บริการคู่แข่งแทนเมื่อต้องเจอกับปัญหาดังกล่าว ขณะที่ 33% จะหยุดใช้บริการไปอย่างเด็ดขาด
 

 นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับไอดีซี เอเชียแปซิฟิก ทำวิจัยในหัวข้อ “Understanding Consumer Trust in Digital Services in Asia Pacific” เพื่อเผยถึงทัศนคติของผู้บริโภคยุคใหม่ในด้านความน่าเชื่อถือของบริการดิจิทัลต่างๆ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 6,372 คนใน 14 ประเทศ รวมถึงผู้บริโภค 452 คนในประเทศไทย และมุ่งวิเคราะห์มุมมองเกี่ยวกับ 5 ปัจจัยหลักในการเสริมสร้างความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งได้แก่ ความเป็นส่วนตัว (privacy)  ความปลอดภัย (security)  เสถียรภาพ (reliability)  จริยธรรม (ethics)  และการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกฎหมาย (compliance) โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้
 
51% ของผู้บริโภคไทยยังไม่มั่นใจว่าผู้ให้บริการดิจิทัลจะนำข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาไปใช้งานอย่างโปร่งใสและเชื่อถือได้

ถึงแม้ว่าผู้บริโภคไทยจะมองว่าทั้ง 5 ปัจจัยหลักมีความสำคัญในระดับเดียวกัน แต่ผลสำรวจพบว่าปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสนใจน้อยที่สุดคือการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกฎหมาย (compliance)

ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมที่สูงถึง 3.15 ล้านล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา แต่กลับพบว่ากลุ่มธุรกิจค้าปลีกคือกลุ่มที่ผู้บริโภคมีความมั่นใจน้อยที่สุดในด้านการเก็บรักษาและใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล

และผู้บริโภคชาวไทยเชื่อว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมาตรฐานและกรอบเชิงนโยบายที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในบริการดิจิทัล และการนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI มาประยุกต์ใช้ โดยผู้บริโภคในกลุ่ม Gen Z มองว่าภาคเอกชนควรต้องออกตัวเป็นผู้นำ



 
“คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเฮลท์แคร์จะดูแลความปอดภัยข้อมูลของลูกค้าอย่างดี รองลงมาคือสถาบันการเงิน  ขณะที่อันดับท้ายสุด คือ ค้าปลีก ซึ่งเมื่อถามผู้บริโภคเชื่อมั่นแค่ไหน ว่าข้อมูลจะได้รับการดูแลให้ปลอดภัย กว่าครึ่งไม่เชื่อ  ส่วนในเรื่องงประสบการณทางลบของการใช้ดิจิทัล กว่า 40%  เคยได้รับประสบการณ์ไม่ดี ขณะที่มุมมองเรื่องเทคโนโลยีเอไอ ส่วนใหญ่ กว่า 69% มองเอไอไปในทางที่ดี โดยกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต จะนำไปใช้มากที่สุด รองลงมาคือรถยนต์  สุดท้าย คือภาครัฐต่ำสุด ซึ่งในมุมมองของไมโครซอฟท์มองว่าการสร้างความเชื่อมั่นไม่ใช่สักแต่ทำ ต้องมีความรับผิดชอบด้วย โดยคนที่ตอบแบบสอบถามมองว่าไม่เพียงภาครัฐเท่านั้น บริษัทด้านเทคโนโลยีก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย ซึ่งการรสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องเอไอ ภาครัฐต้องร่วมมือกับภาคเอกชนด้วยในการทำมาตรฐานเรื่องเอไอ”
 

นายโอม กล่าวต่อว่า  ในเรื่องร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังจะมีการประกาศใช้ในเร็วนี้นั้น ทาง ไมโครซอฟท์ให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล และซีเคียวริตี้ โดยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานว่า จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายใหม่ที่จะออกมา
 

 “กฎหมายใหม่เมื่อมีการประกาศใช้ จะต้องมีการออกกฎหมายลูกตามออกมา ซึ่งการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการไปใช้อะไร และต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าตัว   ซึ่งกฎหมายใหม่ที่ออกมา ถ้าไม่เข้าใจ องค์กรต่างๆก็มีความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้อาจจะมีการระบุว่าการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ต้องมีระบบความปลอดภัย พร้อมกำหนดขั้นตอนที่องค์กรหรือผู้ให้บริการจะต้องกระทำในกรณีที่เกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลขึ้น จึงถือเป็นการกำหนดมาตรฐานด้านการบริหารจัดการข้อมูลประเภทนี้ในประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล”
 

 อย่างไรก็ตาม พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังคงอยู่ในช่วงการรอประกาศใช้ โดยจะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ภาคเอกชนได้ปรับตัวหลังจากที่บังคับใช้แล้ว จึงเป็นโอกาสอันดีให้ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ทุกขนาดองค์กร ได้ลงมือศึกษาข้อกฎหมายโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็น พรบ. ฉบับนี้ของไทย หรือกฎหมาย GDPR ที่บังคับใช้ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เพื่อปรับแนวทางการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ ปูทางไปสู่การพัฒนาธุรกิจต่อไปอย่างมั่นคง และรักษาฐานลูกค้าให้เหนียวแน่นด้วยความพร้อมในทั้ง 5 ปัจจัยหลัก.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 22