อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562

เผย 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตยังต้องการบุคลากรกว่า 1แสนตำแหน่ง

สอวช.  เผยผลสำรวจความต้องการบุคลากรวิจัยฯ  ปี 62 พบ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตยังต้องการบุคลากรกว่า 1 แสนตำแหน่งใน 5 ปีต่อจากนี้  พร้อมจัดงาน" CEO Innovation Forum 2019" ดึงคนรุ่นใหม่ร่วมพัฒนา ปั้นกำลังคนรองรับ จันทร์ที่ 23 กันยายน 2562 เวลา 07.00 น.

ดร.กิติพงค์   พร้อมวงค์    ผู้อำนวยการสํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า  จากสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า บุคลากรของประเทศไทยมีทักษะ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ ยังมี ไม่เพียงพอที่จะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรือ New S-curve   รวมถึงรองรับบุคคลากรในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)   สอวช. จึงได้ทําการสํารวจข้อมูลตําแหน่งงาน  ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตจากภาคเอกชนขึ้น  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนากำลังคน   เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต อันจะนําไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการศึกษา ซึ่งมีบทบาทสําคัญในการพัฒนาทักษะและผลิตบุคลากรใหม่ตรงตามความ ต้องการของประเทศต่อไป

ทั้งนี้จากโครงการสำรวจความต้องการบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมรายอุตสาหกรรม ในปี 2562 ของ สอวช. พบว่า บริษัทในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-curve  ทั้ง 5 กลุ่ม  คือ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ  อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์  อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร   มีความต้องการบุคลากร ระหว่างปี 2562 – 2566 จำนวนทั้งสิ้น 107,045 ตำแหน่งแบ่งเป็น อุตสาหกรรมดิจิทัล 34,505 ตำแหน่ง  อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 29,735 ตำแหน่ง อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร 20,153 ตำแหน่ง อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ 12,816 ตำแหน่ง และอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ 9,836 ตำแหน่ง

โดยอาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่เป็นที่ต้องการ เช่น   Data Scientist, Full-stack developer, Full-stack web developer, Front-end developer และ Mobile developer    อาชีพในอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ที่เป็นที่ต้องการ  เช่น  Ground Service Officer, Warehouse Officer/Inventory Controller, Project Engineer, Logistics Data Specialist/ Data Analyst และนักบิน
 
ส่วนอาชีพในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ที่เป็นที่ต้องการ ประกอบด้วย Chemist, Biologist, Clinical investigator, Pharmacist และ Bioprocess engineer/technician  สำหรับในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ มีความต้องการอาชีพ Data scientist, Robotic control engineer, Mechanical engineer, Software integration engineer และ Electrical  และ อาชีพที่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ มีความต้องการ  เช่น Biologist, Mechanical engineer, Agriculture specialist, Mechanic technician และ Biochemist  



ดร.กิติพงค์    กล่าวว่า  ทิศทางนโยบายการพัฒนากำลังคนของประเทศระยะ 5 ปี ตามร่างกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2563 – 2567 นั้น  ได้มีการกำหนดแนวทางในการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไว้แล้ว  โดยประกอบด้วยการสร้างระบบผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ  เช่น จะมีการขยายผลหลักสูตรอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาที่เชื่อมกับภาคอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ มีการให้ทุนวิจัยระดับหลังปริญญาเอกหรือปริญญาโทเพื่อทำงานวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผลักดันระบบศาสตราจารย์ร่วมระหว่างสถาบัน และดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ 

ส่วนการผลิตกำลังคนระดับสูงรองรับ EEC   นั้น  จะมีการพัฒนาระบบข้อมูลและแผนความต้องการบัณฑิตของพื้นที่ EEC   และพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีให้สถานประกอบการโดยใช้โจทย์ร่วมกัน   นอกจากนี้จะมีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสร้างทักษะเพื่ออนาคต    ซึ่งจะยกระดับระบบฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับบุคลากรวัยทำงาน   ขยายผลกลไกพัฒนาทักษะด้านการวิจัยและนวัตกรรมและทักษะเพื่ออนาคต (Future Skill) ให้แก่เยาวชน  และมีการส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานขับเคลื่อนประเทศในอนาคต  และมีการปฏิรูประบบการอุดมศึกษาของประเทศไทยเพื่อลดปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ

สำหรับ เป้าหมายสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จด้านการพัฒนากำลังคนในปี พ.ศ. 2565 คือ การมีจำนวนผู้เชี่ยวชาญ วิศวกรและช่างเทคนิคเพื่อรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ EEC จำนวน 30,000 คน  มีสัดส่วนผู้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม (STEM) คิดเป็น 40 %ของผู้จบการศึกษาทั้งหมดทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มีประมาณ 34 %   และยังต้องเพิ่มจำนวนสิทธิบัตรให้ได้ 50 ฉบับต่อประชากร 1 ล้านคน จากเดิมที่ประเทศไทยมีสิทธิบัตรยังไม่หมดอายุประมาณ 30 ฉบับต่อประชากร 1ล้านคน 

อย่างไรก็ดีเนื่องจาก "กำลังคน" มีความสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้าง  ใน งาน " CEO Innovation Forum 2019" ที่สอวช.จะจัดขึ้นในปีนี้    จึงจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Empowering the Next Gen for the Future: ขุมพลังคนรุ่นใหม่แห่งอนาคต”    เพื่อที่เป็นเวทีแสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่  มีการนำเสนอนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ  และแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่าคนรุ่นใหม่ ภาครัฐ และรับทราบความต้องการที่แท้จริงจากภาคเอกชน
งานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายนนี้   ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี   ผู้สนใจเข้าร่วมงานได้ฟรี ดูรายละเอียดที่   www.ones.or.th/ceo2019
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 57