อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

นักวิจัยแนะอาคารสูงเมืองกรุงเร่งตรวจรอยร้าวหากพบระวังแผ่นดินไหวจากฝั่งเมียนมา

นักวิจัยแนะผู้อยู่อาศัยบนอาคารสูงในกรุงเทพ เร่งสำรวจอาคาร  ออกแบบตามมาตรฐาน  พร้อมติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดในแอ่งดินอ่อนเพิ่มขึ้นเพื่อทราบค่าความปลอดภัยอย่างรวดเร็ว หากพบรอยร้าวต้ องเฝ้าระวังแผ่นดินไหวที่มาจากทิศตะวันตกและเมียนมา พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.36 น.

 วันนี้(21 พ.ย.62) จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศลาวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา  ผศ. ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ นักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( สกสว.) จากมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า  แผ่นดินไหวที่ ส.ป.ป.ลาว ในช่วงเวลา 06.50 น. ห่างจากอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ประมาณ 19 กม. เบื้องต้นเชื่อว่าเกิดบนรอยเลื่อนน้ำเป็ง ซึ่งเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.5 ที่อำเภอปัว เมื่อปี  พ.ศ.2478 ที่ระยะห่างประมาณ 30 กม. ซึ่งมีรอยเลื่อนมีพลังอยู่เป็นจำนวนมากจึงเกิดแผ่นดินไหวได้บ่อยครั้ง ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมามีแผ่นดินไหวขนาดกว่า 6.0 เกิดขึ้นในบริเวณรอยต่อประเทศไทย เมียนมา และลาวกว่า 7 ครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้สำหรับผู้อยู่อาศัยบนอาคารสูงในกรุงเทพมหานครนั้นสามารถรับรู้ถึงแผ่นดินไหวได้ประมาณปีละ 1 ครั้ง ซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ระยะไกล เนื่องจากการพัฒนาอาคารสูงตามการพัฒนาของเศรษฐกิจในระยะหลัง บุคคลทั่วไปรับรู้แผ่นดินไหวได้มากขึ้นกว่าในอดีต  ที่ผ่านมาโครงการวิจัยได้ศึกษาผลกระทบดินอ่อนต่ออาคารในกรุงเทพมหานคร และพัฒนามาตรฐานการออกแบบแผ่นดินไหวครอบคลุมทุกอำเภอและกรุงเทพมหานคร โดยมาตรฐานแผ่นดินไหว (มยผ 1302-61) ซึ่งเผยแพร่โดยกรมโยธาและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย กำหนดค่าการออกแบบสำหรับวิศวกรในการออกแบบตึกสูงให้ทนทานต่อแผ่นดินไหวที่รุนแรงเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครได้ แต่แม้ว่าจะเผยแพร่มาตรฐานดังกล่าวแล้วประชาชนทั่วไปอาจไม่เข้าใจถึงการนำไปใช้ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของอาคารต่าง ๆ ที่จะต้องพิจารณาให้นำมาใช้ในการออกแบบอาคาร

ผศ. ดร.ธีรพันธ์  กล่าวว่า การวิจัยลดผลกระทบแผ่นดินไหวสำหรับอาคารในกรุงเทพมหานคร ยังจำเป็นต้องมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดการสั่นไหวในบริเวณแอ่งดินอ่อนเพิ่มขึ้น  เพื่อให้วิศวกรนำค่าดังกล่าวไปออกแบบอาคารให้ถูกต้องและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เจ้าของอาคาร นิติบุคคล และผู้ใช้งานอาคารสามารถรับทราบถึงความปลอดภัยของอาคารในเวลาที่รวดเร็ว โดยผลการวิเคราะห์คลื่นแผ่นดินไหวที่วัดได้ที่อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลยา พบค่าความเร่งสูงสุดเท่ากับ 0.002 g  ซึ่งเป็นค่าการสั่นไหวที่ต่ำแต่คนทั่วไปอาจรู้สึกได้ ทว่ายังมีความปลอดภัยจึงไม่จำเป็นต้องระงับการใช้งานอาคาร

ขณะที่ รศ. ดร.นคร ภู่วโรดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสริมว่าโครงการปรับปรุงมาตรฐานและแก้ไขมาตรฐานความปลอดภัยอาคารต้านทานแผ่นดินไหว มีความสำคัญคือปรับปรุงความเสี่ยงภัยจากข้อมูลที่บันทึกได้มากขึ้น การออกแบบอาคารประเภทต่าง ๆ ทั้งอาคารขนาดเล็กและอาคารสูงที่พิจารณาพฤติกรรมของอาคารอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับสภาพความรุนแรงของแผ่นดินไหวและสภาพการก่อสร้างอาคารของประเทศไทยในปัจจุบัน รวมถึงจัดทำคู่มือปฏิบัติประกอบมาตรฐาน เนื้อหาของการปรับปรุงในแต่ละประเด็น ได้แก่ (1) ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวในรูปของความเร่งตอบสนองเชิงสเปกตรัมทั่วประเทศ (2) ค่าความเร่งตอบสนองเชิงสเปกตรัมสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่พิจารณาแอ่งดินลึก (3) ข้อกำหนดในการใช้โครงสร้างแบบความเหนียวจำกัด (4) ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผนังอิฐก่อ (5) ข้อกำหนดการออกแบบฐานราก ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญคือการคำนวณผลรวมของแรงเนื่องจากแผ่นดินไหวและน้ำหนักบรรทุกอื่น ๆ อย่างถูกต้อง (6) การให้รายละเอียดเหล็กเสริมให้เหมาะสมกับประเทศไทย (7) การปรับปรุงวิธีการออกแบบโครงสร้างด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนอง เพื่อออกแบบกำลังต้านทานแรงเฉือนขององค์อาคารแนวดิ่งเป็นรายชิ้นส่วน (8) อื่น ๆ เช่น ข้อแนะนำการออกแบบกำแพงโครงสร้างคอนกรีต องค์อาคารที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก เป็นต้น

ด้าน ศ. ดร.อมร พิมานมาศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่ในระดับกลางและระยะไกลแต่ส่งผลให้อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพมหานครได้รับแรงสั่นสะเทือน  ทั้งนี้อยากแนะนำให้เจ้าของอาคารตรวจสอบอาคารของตนว่ามีรอยร้าวที่บริเวณใดบ้าง เช่น เสา คาน ผนังอาคาร เป็นต้น หากพบรอยร้าวควรแจ้งวิศวกรเข้าตรวจสอบ และควรให้ความใส่ใจกับแผ่นดินไหวที่มาจากทิศตะวันตกและประเทศเมียนมา ซึ่งมีรอยเลื่อนที่มีพลังคือ รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ รวมถึงรอยเลื่อนสะแกงในประเทศเมียนมาซึ่งอาจเกิดแผ่นดินไหวได้รุนแรงถึง 8.5 และส่งผลกระทบให้อาคารในกรุงเทพมหานครได้รับความเสียหาย

สำหรับงานวิจัยที่สำคัญจาก สกสว. อีกหนึ่งงาน คือ แนวทางเสริมกำลังโครงสร้างอาคารขนาดเล็กเพื่อป้องกันภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว ซึ่งมี ศ. ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนานยางเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อจัดอบรมและพัฒนาความสามารถในการเสริมกำลัง เป็นแบบอย่างในการประยุกต์ใช้และเผยแพร่เทคโนโลยีในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอื่น ๆ ในอนาคต พร้อมจัดทำคู่มือแนวทางการเสริมกำลังอาคารขนาดเล็กซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ โดยควรตรวจสอบความเสื่อมสภาพของวัสดุในอาคาร และลักษณะจุดอ่อนของอาคารด้วยการวิเคราะห์และประเมินเชิงวิศวกรรม แล้วจึงเสริมกำลังตามวิธีที่กำหนด เช่น พอกคอนกรีต ค้ำยันที่ไม่โก่งเดาะ พันด้วยแผ่นเรียบไฟเบอร์กลาส ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบ้านเรือนได้เช่นกัน

“การเสริมกำลังที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปขึ้นกับความรุนแรงของแผ่นดินไหว ลักษณะอาคาร และสมรรถนะของอาคารที่ต้องการ จึงควรดำเนินการภายใต้การดูแลและแนะนำของวิศวกรและช่างที่มีความชำนาญ โดยอาคารขนาดเล็กและขนาดกลางในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก เช่น บ้านพักอาศัย ตึกแถว โรงเรียน หอพัก สำนักงานขนาดเล็ก ฯลฯ ซึ่งถูกออกแบบไว้รับเฉพาะน้ำหนักตัวอาคารและน้ำหนักบรรทุกจากการใช้งานปกติ โดยไม่คำนึงถึงแรงจากแผ่นดินไหว อาคารที่มีชั้นที่อ่อนแอและเป็นต้นเหตุของการวิบัติ เช่น ชั้นบนของอาคารที่ก่อผนังอิฐทำให้แข็งกว่าชั้นล่าง เสาขนาดเล็ก มีขนาดหรือเสริมเหล็กเท่ากันตลอดความสูงทำให้เสาชั้นล่างไม่แข็งเพียงพอ ชั้นล่างเปิดโล่งจึงอ่อนแอเป็นพิเศษสามารถพังทลายได้โดยล้มพับไปด้านใดด้านหนึ่ง”

ล่าสุดคณะนักวิจัยของ ผศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการ “การศึกษาสภาวะความเค้นของธรณีภาคบริเวณประเทศไทยและการตรวจสอบรูปทรงของรอยเลื่อนมีพลังแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ จากแผ่นดินไหวขนาดเล็กมาก เพื่อการลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวของประเทศไทย”  กำลังเดินทางเข้าพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวในบริเวณใกล้เคียงการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้และติดตามการเกิดอาฟเตอร์ช็อค เพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดได้อย่างไร รวมถึงประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหวเพื่อใช้วางแผนลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงภัยต่อไปในอนาคต

 ด้านศ.นพ.สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่าขณะนี้ วช.ได้เตรียมนำผลงานวิจัยความเสียหายจากแผ่นดินไหว มาใช้เป็นบทเรียนในการเฝ้าระวัง โดยที่ผ่านมาวช.มีผลงานวิจัยที่เป็นข้อมูลอาคารที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งพบว่าอาคารที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่ เป็นอาคารที่ไม่ได้มีวิศวกรควบคุม (Non-engineered structures)  ขณะที่อาคารที่ก่อสร้างถูกหลักวิศวกรรม ถึงแม้ว่าไม่ได้รับการออกแบบต้านแผ่นดินไหวก็ตามจะเกิดความเสียหาย น้อยกว่าประมาณ 2 เท่า

"ในประเทศไทยมีอาคารจำนวนมากที่ถูกก่อสร้าง โดยไม่มีการควบคุมจากวิศวกร จึงอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายหรือพังทลายได้หากเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงในบริเวณใกล้เคียง  จึงควรได้รับการดูแล จัดการ และแก้ไขอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากในเวลานี้ คือ อาคารสูงในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากสภาพชั้นดินของกรุงเทพมหานคร เป็นชั้นดินเหนียวอ่อน แม้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นจากระยะไกล แต่ด้วยสภาพชั้นดินของกรุงเทพมหานคร จะขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้แรงขึ้นได้อีก จึงทำให้อาคารสูงมากกว่า 10 ชั้น หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะที่ก่อสร้างก่อนปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวดังกล่าวได้"

 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%