อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

วช.เปิดตัวโครงการ"Future Thailand"

 วช.จับมือ 8 หน่วยงานเปิดตัวโครงการประเทศไทยในอนาคต  หนึ่งในโครงการท้าทายไทย หวังใช้กระบวนการวิจัยวิเคราะห์ และสร้างการมีส่วนร่วมในการเห็นภาพประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้า พฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 เวลา 20.16 น.


เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่โรงแรมรามาการ์เดน กรุงเทพ   สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประเทศไทยในอนาคตหรือ Future Thailand  เพื่อการศึกษาวิเคราะห์ภาพของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล   เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า การศึกษาวิเคราะห์ภาพอนาคตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนารวมทั้งการตั้งรับกับสิ่งที่ไม่คาดหวัง

วช.จึงสนับสนุนการวิจัย “โครงการประเทศไทยในอนาคต” หรือ Future Thailand   เพื่อวิเคราะห์รายละเอียดภาพของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยร่วมมือกับนักวิจัยแกนกลาง 50 คน และทีมวิจัยอีกประมาณ 200 คนจาก 8 หน่วยงานและสถาบันวิจัยชั้นนำระดับประเทศ คือ  มหาวิทยาลัยมหิดล  สถาบันพระปกเกล้า  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ  ราชบัณฑิตยสภา  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มูลนิธิคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการวิจัยท้าทายไทย (Grand  Challenge) ซึ่งจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนโดยจะมีการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน ระยะวิจัยโครงการ 1 ปี  มุ่งเน้นใน 10 มิติสำคัญ คือ   1. ประชากรและโครงสร้างสังคม  2. สังคม ชนบท ท้องถิ่น   3. การศึกษา   4. สิ่งแวดล้อมและพลังงาน      5. เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรม 6. เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก เกษตรกรรมและการบริการ    7. วัฒนธรรมและภาษาไทย (อัตลักษณ์ความเป็นไทย) 8. การเมือง 9. บริบทโลก ปัจจัยคุกคามและความมั่นคงของประเทศ และ 10. คนและความเป็นเมือง โดยมิติต่างๆ จะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

“ภาพของประเทศไทยในอนาคตจะมีความสำคัญอย่างมาก  เพราะปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะได้ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยไปในภาพที่ต้องการ โครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญและมีความสลับซับซ้อน อย่างมาก เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบจะช่วยให้สามารถเข้าใจและรู้ถึงสิ่งที่มีโอกาสและสามารถเป็นไปได้ในแต่ละมิติได้”




ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์   กล่าวว่า  ภายในระยะเวลา 1ปี  จะได้ภาพอนาคตประเทศไทยในช่วง 5 ปี 10ปี 15 ปีและ 20 ปี ข้างหน้า  เมื่อครบ  1 ปี จะทำให้ได้ภาพอนาคตประเทศไทยที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งในระยะต่อไปอาจจะลงละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น    และนอกจากจะได้เห็นภาพแล้วจะมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายอีกด้วย

สำหรับเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ เลขาธิการ วช. กล่าวว่า  ประการแรกคือ ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเห็นภาพอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน   โครงการนี้จึงไม่ได้เขียนโดยนักวิจัยไม่กี่คน  แต่การได้มาซึ่งภาพนี้จะมาจากการประมวลผลภาพจากความคิดเห็นของทุก ๆ ภาคส่วน สำหรับประการที่สอง เราไม่ได้ต้องการเห็นเฉพาะภาพว่าเป็นอย่างไร แต่จะต้องตามมาด้วยภาพที่พึงประสงค์จะเป็นแบบนี้จะต้องดำเนินการอย่างไร ขณะเดียวกันเราต้องการที่จะเห็นว่าอาจมีภาพที่ไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งภาพที่ไม่พึงประสงค์นี้เราจะได้ช่วยกันป้องกัน ทั้งนี้โครงการลักษณะนี้กลไกการมีส่วนร่วมถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ




ด้านศาสตราจารย์ ดร.สนิท  อักษรแก้ว  ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  กล่าวว่า  สภาพัฒน์ฯ และรัฐบาลเองก็มองในเรื่องเหล่านี้มาตลอด  ประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้าต้องเปลี่ยนแน่ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในประเทศด้วยกันเองที่เปลี่ยนไปทุกปี สถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนเร็วจนเกือบจะตามไม่ทัน  สถานการณ์เหล่านี้ สภาพัฒน์ฯ และรัฐบาลจึงจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่วช.ได้ดึงงานวิจัยที่ท้าทายและสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฯรวมถึงแผนยุทธศาสตร์ของชาติ มาทำ เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ จะต้องพัฒนาบนฐานของงานวิจัยและนวัตกรรม

ขณะที่ศาสตราจารย์วุฒิสาร  ตันไชย  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า  ใน 10 มิตินี้ สิ่งที่จะทำให้สำเร็จได้ก็คือ การบริหารจัดการวิธีการทำงาน  และมีความจำเป็นต้องร่วมมือกัน  รวมถึงมีกระบวนการที่จะให้เกิดการสังเคราะห์ร่วมเพราะในแต่ละมิติจะมีการทับซ้อนกันอยู่  อย่างไรก็ดีการทำโครงการลักษณะนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องการ ก็คือฐานข้อมูลพื้นฐานที่เป็นชุดเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันเรื่องนี้ถือจุดอ่อนของประเทศ คือมีฐานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ไม่อัพเดท และที่สำคัญแต่ละหน่วยงานยังใช้ข้อมูลคนละชุด  นอกจากนี้ยังต้องกระบวนการในการวิเคราะห์ร่วมในแต่ละมิติ  มีกลไกในการขับเคลื่อนในการตอบโจทย์ที่ชัดเจนและควบคุมได้  และต้องมีความได้สัดส่วน   รวมถึงต้องพึงระวังในเรื่องความเป็นอัตตะของตน  

ส่วนรองศาสตราจารย์ ดร.อภิวัฒน์    รัตนวราหะ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  สิ่งที่ยากที่สุดของการทำนายอนาคตก็คือเรื่องจินตนาการของคน ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนอคติออกมาเป็นปัญญาร่วม  ซึ่งความสำเร็จของเรื่องอนาคตศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำ  แต่เป็นการสร้างความหลากหลายออกมาและหลอมรวม  รวมถึงต้องยอมรับได้กับความไม่แน่นอน
 

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 70