อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

โควิด-19 ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจับตา 5 เทรนด์เทคโนโลยีมาแรง

การแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสมรณะ “โคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19)  ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง อาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.10 น.

การแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสมรณะ “โคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19)  ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตในแบบวิถีชีวิตใหม่(นิว นอร์มัล)   การเรียน รวมถึงการทำงาน

ซึ่งศูนย์วิจัยเทเลนอร์ ภายใต้เทเลนอร์กรุ๊ป ได้ศึกษาพบว่า วิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ จะเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มเทคโนโลยีในปี 64 นี้ด้วย  โดยเทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงและจะเป็นแนวโน้มสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 64  สามารถแบ่งออกเป็น 5 เทรนด์ คือ   1.โควิด-19 ทำให้เกิดเทคโนโลยีคลายความเหงา  ซึ่งจากการที่มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing)  ถูกนำมาใช้เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การทำงานที่บ้าน (เวิร์ก ฟรอม โฮม) การเรียนออนไลน์  ทำให้เกิดผลตามมา คือ  ผลกระทบทางสุขภาพจิต จากความกังวลและอาการซึมเศร้าที่เกิดจากความเหงา

 ทำให้คาดว่า จะมีการพัฒนา อีเฮลท์(eHealth) หรือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนให้บริการด้านสุขภาพ เช่น การใช้เทคโนโลยีเออาร์ และอีอาร์ ผสานกับเทคโนโลยีฮาโลแกรม เพื่อให้เกิดสัมผัสเสมือนเมื่อมีการสื่อสารระหว่างกัน ต่างจากใช้วิดีโอคอลในปัจจุบัน นอกจากนี้ จะเห็นการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อคลายความเหงามากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาประยุกต์ ทำให้หุ่นยนต์สามารถตอบโต้ พูดคุยกับเราได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น

เทรนด์ที่ 2.โควิด-19 สร้างเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน สังคมโลกจะมีการตื่นตัวกับประเด็นด้าน “ความยั่งยืน” ของโลกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” โดยวิกฤตโควิด-19 ได้เร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ลดการเดินทาง ทำให้หน่วยงานภาครัฐผลักดันกระแสความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานวิจัยของเวิล์ด อีโคโมมิก ฟอร์รั่ม ระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกได้ถึง 15%

 และจะมีการนำเอไอ มาใช้จัดการการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ มีการผสานใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอื่นๆ เข้าด้วยกันมากขึ้น สามารถพยากรณ์แนวโน้มการใช้พลังงานของเมืองได้ ขณะเดียวกันจะเห็นการใช้เทคโนโลยี TinyML หรือการเรียนรู้ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นจุดตัดของการเรียนรู้ของ ไอโอที(IoT) โดยจะเป็นสาขาวิชาวิศวกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีศักยภาพในการปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆ ในอนาคต



 สำหรับเทรนด์ที่ 3 ภาวะสมองเสื่อมจากดิจิทัล (Digital dementiaซึ่งหลายๆคนอาจไม่คุ้น หรือ งงว่ามีด้วยหรือ??  ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอัตราเร่งมีการใช้บริการดิจิทัลต่างๆ มากยิ่งขึ้นกับอุปกรณ์ที่หลากหลาย จำนวนบัญชีที่เพิ่มขึ้น ไฟล์ต่างๆที่มากขึ้น นำมาสู่มาตรการความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มากขึ้นเช่นกัน

ส่งผลให้คนจะเสี่ยงกับภาวะ Digital Dementia  จากการใช้บริการดิจิทัลที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พาสเวิร์ด” ที่บริการต่างกำหนดให้ มีตัวเลข เครื่องหมายและตัวอักษรที่ซับซ้อนมากขึ้น นำมาซึ่งความปวดหัวทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร

โดยศูนย์วิจัยเทเลนอร์คาดการณ์ว่า องค์กรต่างๆ จะมีการนำโซลูชั่นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น โซลูชั่นสำหรับการจัดการพาสเวิร์ด หรือการใช้อัตลักษณ์บุคคล เพื่อการยืนยันตัวเอง เช่น ลายนิ้วมือหรือการสแกนม่านตา แทนการจำตัวเลขพาสเวิร์ด



4.โลกการทำงานเข้าสู่ยุค Society-as-a-service  ปีที่ผ่านมาคนเริ่มคุ้นชินกับการ“เวิร์ก ฟรอม โฮม” ในปีนี้วิถีการทำงานจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สามารถ “ทำงานจากทั่วทุกที่” และ “ทันทีทันใด” ในอนาคต จะได้เห็นจุดให้บริการฟรีอินเทอร์เน็ต ห้องประชุมงานในที่สาธารณะ แนวโน้มนี้เกิดขึ้นแล้วแต่ให้บริการโดยเอกชน เช่น ร้านกาแฟ
                
สิ่งที่บริษัทควรทำคือสนับสนุนเครื่องมือ เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สามารถก้าวสู่โลกการทำงานแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูป และสิ่งสำคัญคือการปรับวิธีคิด(Mindset) ของพนักงานให้สามารถปรับตัวและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้
               
และสุดท้าย 5.โควิด-19 เร่งการมาของ EdTech  โดยผลกระทบจากโควิด-19 ได้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทางยูนิเซฟ ระบุว่า เด็กนักเรียนทั่วโลกจำนวนกว่า 1,600 ล้านคนได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน จากมาตรการควบคุมการระบาด  โดยเด็กนักเรียนในประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีวันเข้าเรียนน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ
               


และแม้จะมีการสอนแบบออนไลน์ แต่พบว่าทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศที่มีรายได้สูง มีสัดส่วนของเด็กเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ถึง 87%  ขณะที่ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีสัดส่วนเพียง 6% เท่านั้น ในปีนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะรุนแรงและต่อเนื่อง
               
โดยศูนย์วิจัยเทเลนอร์ มองว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา จะช่วยทำให้การเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้วิกฤตการณ์โควิด-19 จะยุติลงในอนาคต แต่ความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้น จะเป็นตัวเร่งของการเปลี่ยนผ่านของโลกการเรียนการสอนสู่โลกดิจิทัลมากยิ่งขึ้นในอนาคต
                
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมาเร็ว-ไปเร็ว เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งมีโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่ง เราจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวพร้อมรับมือเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น.
                                       
 จิราวัฒน์ จารุพันธ์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น