อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

เบนซ์ อี-คลาส มาแล้ว ราคาเริ่มต้น 3.19 ล้าน

เมอร์เซเดส-เบนซ์แนะนำ อี-คลาสใหม่มีให้เลือก 3 รุ่นทั้งเครื่องยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดและเครื่องยนต์ดีเซล คือ รุ่น อี 300อี อวองการ์ด, อี 220ดี เอเอ็มจี สปอร์ต และ อี 300อี เอเอ็มจี ไดนามิก มีให้เลือกทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 3 และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลพลังแรง แต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐานยูโร 6 เปิดราคาเริ่มต้นที่ 3.19 ล้านบาท พฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 20.04 น.


นายโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์รุ่นอี-คลาส ถือเป็นรถยนต์ Contemporary Luxury จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดมาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2489 โดยมียอดขายสะสมมากถึง 14 ล้านคันทั่วโลกจนได้รับฉายาว่าเป็น “Heart of the brand” และเฉพาะตัวถัง W213 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2559 สามารถทำยอดขายสะสมทั่วโลกรวมกว่า 1.2 ล้านคัน สำหรับเมอร์เซเดสเบนซ์ อี-คลาสใหม่ได้ยกระดับความหรูหราและสะดวกสบายเพิ่มขึ้นในทุกรายละเอียดเพื่อมอบทุกสิ่งที่ผู้ใช้รถต้องการ



การดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวที่จะสะกดทุกสายตา ผสานความหรูหราและความสปอร์ตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกทั้งในส่วนของตัวถัง กระจังหน้า ไฟหน้า และไฟท้าย เรื่อยไปจนถึงห้องโดยสารภายในที่เปิดโอกาสให้คุณดื่มด่ำกับสุนทรียภาพของความหรูหราและสะดวกสบายในทุกรายละเอียด พร้อมระบบความปลอดภัยที่ครบครัน นอกจากนี้ เรายังมีทางเลือกของเครื่องยนต์ที่ทั้งทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเครื่องยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้เบนซ์มั่นใจว่าอี-คลาสใหม่จะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ก่อนที่จะทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในปีนี้
 


Mercedes-Benz The new E-Class คือยนตรกรรมอัจฉริยะที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ และสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยว โดยมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 3 ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.7 วินาที อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบขนาด 1,950 ซีซีพร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐาน EURO6 ให้พละกำลัง 194 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 7.3 วินาที ถ่ายทอดพลังจากเครื่องยนต์อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 6.5%




 
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของชุดแต่ง AMG Body styling ที่มีการปรับดีไซน์ใหม่ให้ดูล้ำสมัยยิ่งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก AMG Performance models สะท้อนเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของรถยนต์รุ่น E-Class  ด้วยกระจังหน้า diamond radiator grille ลงตัวด้วยไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ Full-LED ที่ออกแบบให้เข้ากันกับกันชนท้ายและฝากระโปรงท้ายดีไซน์ใหม่ พร้อมความโฉบเฉี่ยวของล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG ผสานความหรูหราและความสปอร์ตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังโปร่งสบายด้วยหลังคาแก้วแบบ Panoramic Sunroof ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า


 


ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหราและสะดวกสบาย ภายใต้การออกแบบที่เติมเต็มความสปอร์ตกับชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package แม่นยำทุกการควบคุมด้วยพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตใหม่แบบ 3 ก้านท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch control เพื่อให้ทุกการควบคุมเป็นไปตามธรรมชาติภายใต้หลักสรีรศาสตร์ เบาะนั่งแบบสปอร์ตเพิ่มความกระชับในทุกรูปแบบการขับขี่ พร้อมคอนโซลหุ้มด้วยหนัง ARTICO ตลอดทั้งคัน สามารถปรับอารมณ์ของรถให้เป็นไปตามความรู้สึกด้วยไฟล้อมรอบห้องโดยสารแบบ Premium Ambient light ที่สามารถเลือกปรับได้มากถึง 64 เฉดสี พร้อม Animation เปลี่ยนสีอัตโนมัติแบบเคลื่อนไหวให้เลือกได้มากถึง 10 แบบ เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® surround sound system พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง
ส่วนราคาระหว่าง 3.19-3.77 ล้านบาท.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น