อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 เมษายน 2564

5 นวัตกรรมที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคม

การที่ “มนุษย์” ไม่หยุดนิ่งในการคิดค้นอะไรใหม่ๆ ส่งผลให้มีนวัตกรรมใหม่.... อาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2564 เวลา 07.05 น.


การที่ “มนุษย์” ไม่หยุดนิ่งในการคิดค้นอะไรใหม่ๆ ส่งผลให้มีนวัตกรรมใหม่ที่ถูกคิดมาขึ้นจนสามารถเปลี่ยนหรือสร้างผลกระทบต่อโลกได้

“ไอบีเอ็ม” ยักษไอทีระดับโลก โดย ศูนย์วิจัยของไอบีเอ็ม ก็ได้มีการคาดการณ์ 5 นวัตกรรมที่จะพลิกโฉมธุรกิจและสังคมในอีก 5 ปีข้างหน้า (IBM 5 in 5)

“ปฐมา จันทรักษ์” รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย  บอกว่า ในอีกครึ่งทศวรรษข้างหน้า วัสดุใหม่ๆ และการใช้วัสดุที่มีในรูปแบบใหม่ๆ จะช่วยแก้ปัญหาท้าทายของโลกที่เรากำลังเผชิญ การผสานพลังของเทคโนโลยีอย่างเอไอ( AI) คอมพิวเตอร์ควอนตัม จะช่วยเร่งการค้นพบภายใต้แนวทางใหม่ๆ โดยรายงาน IBM 5 in 5 สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของแนวทางทางวิทยาศาสตร์ ในการค้นพบวิธีและโซลูชันใหม่ๆ



สำหรับ 5 นวัตกรรม ที่จะได้เห็นใน 5 ปี ข้างหน้า ประกอบด้วย

1. การจับและปรับเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อบรรเทาปัญหาโลกร้อน
ซึ่งจากการคาดการณ์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะสามารถดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงก๊าซให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ได้

ทีมนักวิจัยของไอบีเอ็มได้ริเริ่มสร้างฐานข้อมูลจากสิทธิบัตรและงานวิจัยเกี่ยวกับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนระบบคลาวด์ และใช้เอไอ(AI) รวมถึงการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) เพื่อย่อยข้อมูลและนำเสนอสิ่งที่ค้นพบให้แก่นักวิจัย เช่น การจัดอันดับวัสดุที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับการแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

ก่อนที่จะใช้อัลกอริธึม AI คาดการณ์โมเลกุลที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตโพลิเมอร์เมมเบรน ที่มีประสิทธิภาพในการดักจับและนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาใช้ใหม่ได้ในวงกว้าง ซึ่งจะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมหาศาล ช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังคาดว่าจะลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการพัฒนาวัสดุใหม่ลงได้ 90%


2. การสร้างแบบจำลองธรรมชาติเพื่อหล่อเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมกับการลดการปล่อยคาร์บอน
ทั้งนี้ได้มีการคาดการณ์ว่าโลกอาจมีประชากรเพิ่มจาก 8,000 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 10,000 ล้านคน ภายในปี 2593 แนวทางการเกษตรแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นได้

 โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะจำลองความสามารถของธรรมชาติในการเปลี่ยนไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศให้เป็นปุ๋ยที่อุดมด้วยไนเตรตได้ เพื่อผลิตอาหารให้แก่ประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้น พร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตปุ๋ย

 โดยคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถจำลองกระบวนการเร่งปฏิกิริยาการตรึงไนโตรเจนแบบต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ จากนั้นนักวิจัยจะใช้ข้อมูลที่ได้เพื่อสร้างแบบจำลองการคาดการณ์ พร้อมตรวจสอบการคาดการณ์เหล่านั้นว่าใช้ได้จริงหรือไม่



3. แบตเตอรี่รูปแบบใหม่ เพื่อความปลอดภัยยั่งยืน
การใช้พลังงานของโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ภายในปี 2593 อันเป็นผลมาจากภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง แม้แหล่งพลังงานหมุนเวียนจะเป็นอีกทางเลือก

อีก 5 ปีข้างหน้า เราจะค้นพบวัสดุใหม่ๆ สำหรับใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งสามารถรองรับโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนและการขนส่งที่ยั่งยืนมากขึ้น

 ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ของไอบีเอ็มคาดว่าในอีก 5 ปี เทคโนโลยี  AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถช่วยนักวิจัยค้นพบแนวทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาการจัดเก็บพลังงาน รวมถึงวัสดุที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับการผลิตแบตเตอรี่  โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นักวิจัยของไอบีเอ็มได้พัฒนาแบตเตอรี่ที่ปราศจากโคบอลต์และนิกเกิลซึ่งใช้ขั้วแคโทดแบบไอโอดีนแทน แบตเตอรี่ชนิดนี้จะมีความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้าสูงกว่า มีความสามารถในการติดไฟต่ำกว่า และชาร์จพลังงานได้รวดเร็วกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบทั่วไป  

4. วัสดุที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และโลกที่ยั่งยืน
วิถีชีวิตสมัยใหม่ของประชากรเกือบ 8 พันล้านคนทั่วโลก นำสู่การผลิตวัสดุและอุปกรณ์อัจฉริยะหลายพันล้านชิ้น เช่น โทรศัพท์ ทีวี รถยนต์ เครื่องจักรทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์ที่ควบคุมการทำงานด้วยชิปเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ ซึ่ง ในอีก 5 ปี นวัตกรรมการผลิตวัสดุจะช่วยให้การผลิตเซมิคอนดักเตอร์เป็นไปอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

ซึ่งวิธีการใหม่ๆ ในการออกแบบวัสดุจะช่วยให้สามารถผลิตวัสดุที่ยั่งยืนสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาวัสดุชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น




5. เรียนรู้จากอดีตเพื่อสร้างสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต
แม้วิกฤตโควิด-19 จะทำการวิจัยทางการแพทย์ต้องทำงานอย่างเร่งด่วนเพื่อค้นหาวิธีการรักษาและวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ประมาณการณ์ไว้ว่าอาจจะมีไวรัสมากกว่าล้านสายพันธุ์ในธรรมชาติที่มีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองในลักษณะเดียวกันกับซาร์ส-โควี-2 ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดโควิด-19 ดังนั้น นักระบาดวิทยาจึงสันนิษฐานว่าภัยคุกคามจากไวรัสที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอ

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ไอบีเอ็มตั้งเป้าที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ๆ  ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาวิธีการรักษาไวรัสโควิด-19 ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น คือการค้นหาวิธีการรักษาที่อาจเป็นไปได้จากยาที่มีอยู่แล้วในตลาด ซึ่งผ่านการทดสอบและพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัย โดยการใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลในเวชระเบียนของผู้ป่วย เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบาดวิทยาของโรคและการรักษาที่อาจเป็นไปได้ เพื่อแนะนำยาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการนำยาเก่ามารักษาโรคใหม่ (drug repurposing) ทำให้การศึกษาวิจัยทางคลินิกดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดคือ 5  นวัตกรรม ที่จะได้เห็นใน 5 ปี ข้างหน้า ที่จะมีส่วนช่วยจะพลิกโฉมธุรกิจและสังคม.
 
  จิราวัฒน์ จารุพันธ์
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

ความคิดเห็น