อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 14 เมษายน 2564

เปิดอก "โนริอากิ ยามาชิตะ" แม่ทัพใหม่โตโยต้า

เข้ารับตำแหน่งแม่ทัพคนใหม่ค่ายสามห่วงเมื่อไม่นานนี้ “โนริอากิ ยามาชิตะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดตัวและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ได้กล่าวถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยปีนี้คาดมียอดขาย 850,000-900,000 คัน หรือเติบโต 7-14% เนื่องด้วยมาตรการจัดการของรัฐบาลไทยที่ออกมารูปแบบต่าง ๆ เพื่อดูแลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และสามารถควบคุมได้อย่างดี รวมการกระตุ้นเศรษฐกิจ สามารถส่งเสริมตลาดยานยนต์ไทยให้เติบโตได้อย่างดีต่อเนื่อง เสาร์ที่ 3 เมษายน 2564 เวลา 14.22 น.

อย่างไรก็ตาม “โนริอากิ ยามาชิตะ” กล่าวว่านโยบายการตลาดและการขายจากนี้ไปจะเน้นหนักในส่วนของออนไลน์มากขึ้นเพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ในวงกว้าง อีกทั้งที่ผ่านมาโตโยต้าได้ปรับโฉมผลิตภัณฑ์หลายรุ่นทั้งปิกอัพ, รถเอสยูวี เป็นต้นซึ่งตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากที่สุด  



ทั้งนี้ได้เรียนรู้การทำตลาดได้ปรับแผนเพื่อรองรับวิถีนิวนอร์มัล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบระบบออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเพื่อให้สื่อสารถึงลูกค้าได้อย่างตรงจุด ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มากขึ้น ทางด้านผลิตภัณฑ์ หรือรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ก็ได้การปรับปรุง ปรับโฉม ทั้งปิกอัพ, เอสยูวี, อีโคคาร์ เปลี่ยนหรือออกรถรุ่นพิเศษ ตอบสนองความต้องการลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้โตโยต้ามีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายครอบคลุม และแข็งแกร่งและที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ประชุมดีลเลอร์ พวกเขาก็พร้อมเดินหน้าทวงบัลลังก์แชมป์คืนแน่นอน  



“แม้ว่าตัวเลขยอดขายรถยนต์นั่งและรถเพื่อการพาณิชย์ยังตามหลังคู่แข่ง ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เราดูในส่วนพฤติกรรมของการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือวิถีนิวนอร์มัลน้อยไปบ้าง แต่จากนี้ไปได้เตรียมแผนการต่าง ๆ เพื่อให้รัดกุมอย่างที่สุดเพื่อทวงคืนความเป็นที่ 1 ของรถยนต์ทุกประเภทกลับมาในเร็ววัน”  

สำหรับยอดขายสะสมสองเดือนแรกของปี 64 โตโยต้ามียอดขายทั้งสิ้น 33,655คัน ลดลง 13.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าครองส่วนแบ่งตลาด 29.5% รถยนต์นั่ง 9,129 คัน ลดลง 31.1% และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 24,496 คัน ลดลง 4.2% สำหรับเป้าหมายการขายของปี 64 ทางโตโยต้าตั้งเป้าหมายอยู่ระหว่าง 280,000-300,000 คันหรือเพิ่มขึ้น 15-20% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 33.3% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 82,500-92,000 คัน และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 197,500-208,000 คัน            



ด้านเทรนด์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวีนั้น มองว่าเกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอน โดยโตโยต้าก็พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ แต่สิ่งสำคัญต้องทำให้คนใช้ได้ง่าย รวมถึงการร่วมมือกันช่วยกันขจัดปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคในการจะช่วยให้รถไฟฟ้าเกิดได้ แต่ที่ผ่านมาโตโยต้าก็ไม่ได้หยุดนิ่งได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งเราสามารถจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดได้กว่า 100,000 คัน และส่งออกกว่า 5,000 คัน รวมทั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่และแปรรูปแบตเตอรี่เก่า “แม่ทัพใหญ่” คนใหม่ของโตโยต้า มารับตำแหน่งในเวลาที่ยากยิ่ง ด้วยความไม่ปกติของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นการพิสูจน์ฝีมือว่าจะ “สามารถ” ทวงคืนบัลลังก์แชมป์รถยนต์ทุกประเภทกลับสู่อุ้งมือของ “โตโยต้า” ได้หรือไม่ ต้องรอชมผลงานกันในอนาคตอันใกล้นี้.

 เรื่อง : เนตรนภางค์ บุญนายืน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น