เมื่อวันที่ 30 พ.ค. นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการบริหาร และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าร่างงบประมาณปี 66 ที่กำลังจะเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวงเงิน 3,185,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 65 จำนวน 85,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.74% แต่ยังน้อยกว่างบประมาณปี 64 ทีมีงบประมาณ 3,280,000 ล้านบาท อยู่ถึง 100,000 ล้านบาท แสดงว่าประเทศไทยยังเสื่อมถอยถึงต้องจัดงบประมาณลดลง เพราะการเก็บรายได้ที่ไม่ได้ตามคาดประมาณ นอกจากนี้เงินเฟ้อในปีนี้น่าจะสูงถึง 4.9% ตามที่แบงก์ชาติคาดการณ์ ทำให้งบประมาณปี 66 หลังจากหักเงินเฟ้อแล้วจะน้อยกว่าปี 65 ด้วยซ้ำ การจัดงบประมาณที่ลดลงทั้งที่ประเทศต้องการเงินเพื่อฟื้นเศรษฐกิจแสดงถึงความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แต่ปัญหาหลักไม่ได้อยู่แค่เรื่องมากขึ้นหรือน้อยลงเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของการใช้งบประมาณแบบไม่มีประสิทธิภาพ พล.อ.ประยุทธ์จัดงบประมาณมา 8 ปีแล้ว ใช้เงินไปกว่า 20 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่ำเตี้ย ประชาชนส่วนใหญ่รายได้ลดลง หนี้สินเพิ่มขึ้นมากทั้งหนี้ประเทศ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ หนี้เสีย คนตกงานเพิ่มขึ้น คนจนมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำห่างมากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ทุจริตเพิ่มมากขึ้น แต่ยังคิดจะจัดงบประมาณแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แล้วจะหวังว่าเศรษฐกิจของไทยจะกลับมาฟื้นคงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะปัจจุบันโลกอยู่ในภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน การจัดงบประมาณแบบเดิมๆจะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้เลย

ดังนั้นการจัดงบประมาณที่ยังติดกรอบคิดแบบเดิม ไม่ปรับตามสภาวะเศรษฐกิจและความจำเป็นเร่งด่วนของประะทศและประชาชนในปัจจุบัน ที่ประชาชนกำลังลำบากกันอย่างมากจากพิษเศรษฐกิจ จากปัญหาราคาน้ำมันแพง ข้าวของราคาแพง เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยจะขึ้น ฯลฯ จะไม่สามารถแก้ปัญหาของประะทศไทยได้ อย่างไรก็ดีงบประมาณที่ดี จะต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดลง เพื่อนำเงินไปฟื้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนให้ได้ก่อน แต่ปรากฏว่างบปี 66 กลับมีงบรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นอีกโดยมีงบรายจ่ายประจำถึง 2,396,942.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23,932.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.01% ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นนี้งบรายจ่ายประจำควรที่จะต้องลดเพื่อนำเงินไปฟื้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า

อีกทั้งงบประมาณทางการทหารยังสูงมากมีถึง 197,292 ล้านบาท แม้จะลดลง 4,373 ล้านบาท แต่ถือว่าลดลงน้อยมาก ทั้งที่ควรจะปรับลดมากกว่านี้ เช่น ต้องไม่ซื้อเครื่องบิน F35 และอาวุธอื่นๆแล้วในตอนนี้ เรื่องเรือดำน้ำที่ไม่มีเครื่องจะทำอย่างไร ขอเงินคืนได้ไหม เพื่อนำไปช่วยในเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งนี้ 8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ใช้งบทางการทหารรวมไปแล้วกว่า 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย นอกจากนี้งบทางความมั่นคงปี 66 มีถึง 296,003 ล้านบาท น่าจะลดลงมาได้มากเพื่อปรับนำไปฟื้นเศรษฐกิจ

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือมีการตั้งรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้แค่ 100,000 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าเพียงพอกับค่าดอกเบี้ยสำหรับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทะลุ 10 ล้านล้านบาทแล้ว เพราะเฉพาะค่าดอกเบี้ยน่าจะเกิน 2 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงอยากถามว่าจะการจัดการกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นที่พล.อ.ประยุทธ์กู้เงินมาจนต้องขยายเพดานเป็น 70% ของจีดีพีอย่างไร จะซุกค่าใช้จ่ายเหมือนซุกค่าทนายของคดีเหมืองทองบริษัทอัคราคงไม่ได้ นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์จะมีปัญญาใช้คืนหรือไม่ หรือต้องรอให้รัฐบาลหน้ามารับชำระหนี้ที่ท่วมจนล้นนี้ และลูกหลานจะต้องมาแบกรับการใช้หนี้กันอีกกี่สิบปี กว่าจะใช้เงินที่พล.อ.ประยุทธ์กู้มาใช้จ่ายและแจกแบบสะเปะสะปะ

นี่เป็นเพียงบางประเด็นเท่านั้น เพราะยังมีรายละเอียดของงบประมาณอีกมากที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายอย่างละเอียดในสภา และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยไม่สามารถจะรับงบประมาณปี 66 ได้ และขอเสนอให้โหวตไม่รับ ซึ่งจะเป็นการทำประโยชน์ให้กับประเทศ เพราะจะทำให้ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรู้ความสามารถต้องออกจากตำแหน่งไปด้วย และงบประมาณปี 66 จะต้องจัดทำขึ้นใหม่โดยรัฐบาลใหม่ที่มาจากฝ่ายค้านซึ่งจะเป็นงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจไทยได้

ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรล้มงบประมาณปี 66 เพราะจะเป็นการใช้เงินงบประมาณที่สูญเปล่า และจะได้เปลี่ยนผู้นำและเปลี่ยนรัฐบาลที่บริหารประเทศล้มเหลวไปด้วย โดยจะได้เปลี่ยนเอารัฐบาลที่เก่งกว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าเข้ามาบริหารแทน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งรัฐบาลเองเข้าร่วมในการโหวตคว่ำงบประมาณปี 66 และหากรัฐบาลต้องออกไป แล้วพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ งบประมาณปี 66 จะต้องถูกจัดเรียงความสำคัญใหม่ที่จะต้องมุ่งเน้นการฟื้นเศรษฐกิจและการแก้ไขความยากลำบากของประชาชนทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก