เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 26 มิ.ย. ที่พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค สอท. แถลงถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ว่า สอท.ขอเสนอให้นำเรื่องราคาน้ำมันเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ กระทบต่อต้นทุนของการดำเนินชีวิตของประชาชน กระทบต่อสภาวะการณ์ต่างๆ ของทุกภาคส่วนอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ยังไม่เห็นแนวโน้มที่วิกฤตินี้จะถูกแก้ไขได้โดยเร็วและโดยง่าย ในฐานะที่พรรคติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลมาโดยตลอด มองว่ารัฐบาลยังแก้เป็นส่วนๆ อยู่ ยังไม่ได้แก้ในเชิงบูรณาการ ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อการแก้ปัญหา ยังไม่สามารถสร้างความร่วมมือกับประชาชนในการแก้วิกฤติ ขณะนี้ระเบิดเวลาเรื่องราคาน้ำมันและพลังงานเป็นเรื่องใหญ่มาก นำไปสู่ค่าครองชีพที่สูงอย่างรวดเร็ว สินค้าพาเหรดขึ้นราคา ต้นทุนการขนส่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ มีแนวโน้มจะไปกระทบต่อประชาชนในภาคขนส่งสาธารณะ และมันอาจจะลามไปถึงเรื่องเงินเฟ้อ รวมถึงการนำไปสู่วิกฤติต่างๆ ตามมาอีกหลายเรื่อง ซึ่ง สอท.มีความเป็นห่วง 

ขณะนี้ภาระของรัฐบาลหนักมากในการจะอุ้มพลังงาน รวมถึงมาตรการ 7-8 มาตรการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน มองว่าเป็นแค่การพยุงสถานการณ์ ส่วนที่ สอท.เสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะพรรคสังเกตเห็นว่า การดำเนินการของรัฐบาลนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาแบบรายกระทรวง ให้กระทรวงพลังงาน (พง.) ดูแลเรื่องน้ำมัน ให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ดูเรื่องราคาสินค้า แม้วันที่ 24 มิ.ย. เพิ่งจะเห็น พง.และ พณ. มาหารือกัน แต่ตนคิดว่ายังไม่พอ เรื่องนี้ต้องยกระดับขึ้นมา เป็นสถานการณ์ที่ต้องใช้ ครม.เศรษฐกิจ ไม่ใช่การดำเนินการแบบแยกส่วน เพื่อเอากระทรวงที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการ ไม่ใช่ภาระกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ต้องเป็นทิศทางเดียวกัน มาบริหารงานเชิงบูรณาการ ก้าวหน้า และต้องบริหารแบบเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับ ต้องตั้งสมมุติฐานว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อไปถึงสิ้นปีนี้ถึงต้นปีหน้า นอกจากนี้ยังเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการมอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้ามาดูแล เพราะมันเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่เปราะบาง ละเอียดอ่อน ซับซ้อนในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงทางพลังงาน แต่เป็นปัญหาราคาน้ำมัน ประชาชนต้องมีความเชื่อมั่นต่อองค์กรที่แก้ปัญหา ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลจะทำงานลำบาก 

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ สอท.เป็นห่วงอย่างยิ่ง ครั้งนี้สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ปกติ และรุนแรงที่สุด ขณะนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ อยากเห็นรัฐบาลยกความสำคัญของการแก้ไขปัญหา ให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญ ต้องสื่อสารกับประชาชนให้ทราบถึงสถานการณ์เพราะมันเป็นเรื่องเข้าใจยาก หากเรื่องใดยังไม่ได้ข้อยุติอย่าเพิ่งรีบสรุปแถลงออกมาอย่างเช่นเรื่องค่ากลั่น เพราะมันจะทำให้คนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

ทางด้านนายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค สอท. กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมายังไม่เห็นเป็นรูปธรรม จึงคิดว่าการยกเรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ ดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรงๆ จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ขณะที่ นพ.จรุง เมืองชนะ กรรมการนโยบายพรรค สอท. และอดีตผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ แถลงถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่าพรรคขอเสนอให้ภาครัฐและเอกชนให้บริการเจลแอลกอฮอล์กับประชาชนเช่นเดิม ในส่วนของผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนกว่า 7 ล้านคน ขอเรียกร้องให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวของรณรงค์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและที่ยังรับวัคซีนไม่ครบ ต้องได้รับความเข้าใจเป็นพิเศษ ขณะที่ประชาชนทางจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาเรื่องการรับวัคซีนพื้นฐานของเด็กและเยาวชน ซึ่งต่ำกว่าประเทศแถบแอฟริกาบางประเทศเสียอีก ที่สะท้อนความน่าเป็นห่วงของการรับวัคซีนทาง สอท.จึงขอเรียกร้องเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ แม้โควิด-19 จะสามารถควบคุมได้แล้ว แต่อยากให้เฝ้าระวังเชิงรุกและเชิงรับ เชิงรุกคือการสอบสวนโรค เชิงรับคือการเฝ้าระวังผู้ป่วย และการติดตามโรคโควิด-19 เรื้อรัง รวมถึงประสิทธิภาพวัคซีน เพราะเชื้ออาจมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น อาจไม่เป็นอย่างที่เราคาดไว้ ถึงแม้ว่าเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น แต่ยังมีคนป่วยและเสียชีวิตอยู่ 

“การรักษา การใช้ยาต้านไวรัส มีการพูดคุยว่าประเทศไทยใช้ยาโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุนก็ใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล แต่ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตก็ไม่ได้ใช้ยาลักษณะนี้แล้ว จึงสนับสนุนให้รัฐบาลศึกษาเพิ่มเติมให้มีข้อมูลสอดคล้องกับต่างประเทศ หรือหลีกเลี่ยงยาดังกล่าว เพราะมียาตัวอื่นให้เลือกใช้อยู่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรสร้างความมั่นคงทางวัคซีนและชีววัตถุที่มีความสำคัญในอนาคต เช่น ยารักษามะเร็ง ดีใจที่ประเทศไทยสนับสนุนให้มีการผลิตยาเอง แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจุบันมีปัญหาเพราะต้องผ่านการอนุญาตให้ใช้ยาหรือทดสอบยาผ่านองค์การอาหารและยา (อย.) ซึ่งอย.นั้นมีความเข้มแข็ง แต่ยังไม่พอต้องยกระดับให้มีคุณภาพมากกว่า เพราะมีปัญหาคอขวด จะพบว่าเมื่อวิจัยวัคซีนได้แล้ว ส่งเรื่องถึงอย.แล้ว อย.ยังขาดผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นชอบ จึงชะลอไว้ก่อน เป็นการรอให้ประเทศอื่นทำเสียก่อน ประเทศไทยจึงดำเนินการทีหลัง จึงเสนอว่า อย.ควรออกจากกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นองค์กรอิสระ มีศักยภาพ พัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเรื่องของยาให้มีคุณภาพสูงมากขึ้น อยากให้รัฐบาลหันมาดูและขับเคลื่อน อย.สู่ความเป็นองค์กรอิสระ” นพ.จรุง กล่าว