จากกรณีมีคนร้ายไม่ทราบจำนวน บุกเข้าไปทำร้าย “ช้างพังแม่เพียว” อายุ 70 ปี กลางทุ่งนา พื้นที่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ด้วยการใช้มีดแทงขา จนบาดเจ็บเลือดอาบ สาเหตุเพราะฝ่ายช้างไม่ยินยอมให้คนร้ายเข้าไปใกล้ เพื่อตัดเอาหางและขนหาง เอาไปทำเครื่องรางของขลังตามความเชื่อ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ดร.พระครูสมุห์หาญ ปญญาธโร เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ผู้มีความรู้ด้านคชศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า

เรื่องความเชื่อของหางช้าง มีเรื่องเล่ามาจาก “นางผมหอม” ซึ่งเป็นบุตรสาวของ “พระยาช้าง” ต้องไปแต่งงานอยู่กันกับสามี โดยตัวเองเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ในป่า ไม่สามารถตามลูกสาวไปอยู่ด้วยได้ ทั้งยังไม่มีสมบัติอะไรให้ลูกก็เลยให้เอาหาง และงา ให้ไป ซึ่งหากลูกสาวไม่สบาย ก็ให้เอาไปปัดรังควาน เอาไปจุ่มพรมน้ำมนต์ปัดให้ลูกให้หลาน หรือแทนเส้นด้ายสายสิญจน์ ผูกแขนเรียกขวัญให้หลาน ยามลูกหลานตกใจและเจ็บไข้ได้ป่วย นี่คือสรรพคุณ แต่ว่าสิ่งที่ได้มาทุกอย่าง จะต้องได้มาจากสิ่งที่เขาให้ ถึงจะมีพุทธคุณ ถ้าไปลักขโมยยังไงก็ไม่ได้ ไม่มีพุทธคุณแล้ว ยังได้ถูกสาปแช่งอีกด้วย

เพราะฉะนั้นการที่ไปขโมยตัดงาโดยที่เจ้าของและช้างไม่อนุญาต นอกจากจะไม่ให้บุญคุณของผู้ให้ผู้รับแล้ว ยังเป็นโทษกับผู้รับอีก ขนช้างที่เขาให้คือ ขนที่ร่วง หรือ ไปขอขมาลาโทษเอา จะต้องมีวันฤกษ์งามยามดี มีพิธีตัด ถึงจะได้เป็นมงคลและมีพุทธคุณ งาช้างก็เช่นเดียวกัน งากระเด็น งากำจัด งากำจาย คือเขาให้ จะมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว ถ้าไปฆ่าเอามานอกจากจะไม่มีคุณแล้ว ยังเป็นโทษกับผู้ทำ ผู้ได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า มีหลายคนที่ครอบครองงาช้าง แต่กลับอยู่ได้ไม่นาน ต้องเอาไปขายต่ออยู่เรื่อย เพราะไม่มีใครรักษาเอาไว้ได้.




