เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 30 ก.ย.65 ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม ถือว่าข้อมูลเหลือเพียงแค่ข้อกฎหมาย ส่วนเอกสารหลักฐานมีครบถ้วนแล้ว รอเพียงคำตัดสินในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งสิ้นปีงบประมาณ 2565 พอดี เดิมทีตนเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินวันนี้เลย จึงใส่รองเท้าผ้าใบมา และไปซื้อใบมีดโกนมาเตรียมตัดผมทรงสกินเฮด แต่วันนี้ยังไม่ได้ตัด เพียงแต่ใส่รองเท้าผ้าใบมาเตรียมวิ่งรอบรัฐสภา 9 รอบ ซึ่งวันนี้ยังไม่ได้วิ่ง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ตัดสินว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปต่อ หรือหยุดอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้นรอลุ้นกันต่อไป
“ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะลาออกก่อน ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว ดูจากชะตาราศีแล้วไม่น่าไปต่อได้ คิดว่าน่าจะลาออกก่อนวันที่ 30 ก.ย. ถ้าท่านลาออกวันไหน ผมก็จะตัดผมทันที และก็จะมาวิ่ง”

นายมงคลกิตติ์ ยังแถลงกรณีที่มีฝนตกหนักจนน้ำท่วม กทม. ว่า กทม. มีปริมาณน้ำส่วนเกินประมาณ 30 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำส่วนเกินจากคลองหลัก 5 คลอง และคลองย่อยต่างๆ ซึ่งเป็นน้ำฝนล้วนๆ โดยไม่มีน้ำเหนือ ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ได้รับทราบเรื่องการบริหารจัดการน้ำของ กทม. ตอนนี้มีเครื่องสูบน้ำออกได้ประมาณ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เราต้องมีเครื่องสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพถึง 100 เครื่อง ต้องใช้เวลา 6 วันกว่าจะสูบน้ำหมด เพื่อผันน้ำออกสู่ทะเลได้
แต่ปัจจุบันนี้ต่อให้มีเครื่องสูบน้ำ 100 เครื่อง ก็ไม่เพียงพอ เพราะสัปดาห์นี้จะมีฝนตกหนักชุกอีก ดังนั้นวิธีการแก้ไขระยะสั้นนั้น ตนไม่แน่ใจว่า กทม. มีวงเงิน 500 ล้านบาทหรือไม่ ในการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จำนวน 1,000 เครื่อง เพื่อสูบน้ำทั้งหมดออกภายใน 1 วัน ดังนั้นวิธีการแก้ไขคือให้ กทม. ทำหนังสือไปที่กองทัพเรือเพื่อขอเรือผลักดันน้ำ เพื่อให้น้ำไปถึงปลายทาง สูบออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ ซึ่งต้องมีทั้งเรือผลักดันน้ำ และเครื่องสูบน้ำด้วย เพราะฝนตกต่อเนื่องหลายวัน น้ำปริมาณมากจะตันอยู่ใน กทม. โดยเฉพาะเขตลาดกระบังและเขตบางเขน ที่เป็นพื้นที่ต่ำ ทำให้น้ำท่วมนาน และพื้นที่ กทม. ทรุดต่ำลงปีละ 3 ซม.
“โอกาสที่รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิจะถูกน้ำท่วมมีสูงมาก แม้ระบบป้องกันจะดี เพราะปกติพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ไม่สมควรตั้งสนามบิน และจุดนั้นควรเป็นแหล่งเก็บน้ำ เพื่อพักน้ำก่อนผันออกสู่ทะเล ไม่รู้รัฐบาลชุดไหนกลับมาสร้างสนามบินในพื้นที่หนอง ตนเชื่อว่าไม่เกิน 40 ปี พื้นที่ กทม. จะต่ำลงอีก 1.20 เมตร หากเราจะแก้ไขปัญหาระยะยาว ก็ต้องสร้างคันกั้นน้ำเพิ่ม ต้องหาพื้นที่เก็บน้ำฝนกรณีฝนตกนานๆ ที่ปัจจุบันไม่มีเลย เพื่อเป็นที่พักน้ำใช้ยามฝนแล้ง และเก็บน้ำยามฝนตกชุก ดังนั้น กทม.และรัฐบาลต้องคิดแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กทม.ในระยะยาว เพราะปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากเราจะไม่อยู่ กทม.ต่อแล้ว ก็ต้องย้ายเมืองหลวง แต่ต้องคิดว่าจะย้ายไปที่ไหนในอีก 30-40 ปีข้างหน้า” นายมงคลกิตติ์ กล่าว.



