เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไรหรือไม่ ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แต่ตอนนี้เป็นไปตามกระแสข่าวที่คาดการณ์กัน คือการไปตั้งพรรคใหม่ แยกทางกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ​ ที่เคยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ คิดว่าคนแบบนี้พี่น้องประชาชนทราบดีว่าเป็นคนประเภทไหน ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ต้องเตรียมตัวอะไร แค่นายกฯ แข่งกับคะแนนนิยมของตัวเอง ตนคิดว่าก็เหนื่อยและไปต่อได้ยาก จนไม่ต้องมาแข่งกับพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว เมื่อไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะได้ ส.ส. ถึง 25 เสียง เพื่อเสนอแคนดิเดตนายกฯ ได้หรือไม่ ตนไม่ขอสบประมาท  

เมื่อถามว่า การเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ จะเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร จะเป็นผลดีผลเสียระหว่างกันอย่างไร นายณัฐชา กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะเป็นผลดีผลเสียต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร หรือไม่ แต่จะเป็นผลเสียกับพี่น้องประชาชนแน่นอน เพราะเป็นการปู้ยี่ปู้ยำประเทศ เมื่อนานาชาติได้เห็นก็งงไปตามๆ กันว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ที่สองนายพล ซึ่งออกจากกองทัพเพื่อมายึดอำนาจจากประชาชน กำลังจะสืบทอดอำนาจต่อ แม้รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเอง จะเขียนกติกาว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถเป็นนายกฯ ต่อได้อีก 2 ปีก็ตาม หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำร้ายประเทศชาติ และความรู้สึกของประชาชน โดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญอยู่กับวิกฤติต่างๆ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จึงมาประกาศชัดเจนในช่วงนี้ นายณัฐชา กล่าวว่า จังหวะในการสื่อสารของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้เพราะกำลังหลังชนฝา เนื่องจากเกิดเหตุเรือหลวงสุโขทัยล่ม พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ 8 ปี ตั้งแต่ยึดอำนาจ ยังทำให้กองทัพดีขึ้นไม่ได้เลย และวันนี้ยังเกิดความสูญเสียกับกองทัพและกำลังพลอย่างต่อเนื่อง เมื่อกระแสสังคมถาโถมไปยังกองทัพอย่างหนัก พล.อ.ประยุทธ์ จึงจำเป็นต้องช่วยองคาพยพและพี่น้องของตัวเอง จึงใช้การประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อจบกระแส และแทรกประเด็นพื้นที่ข่าว แต่ความจริงกินอยู่หลับนอนกับพรรครวมไทยสร้างชาติมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม การเบี่ยงประเด็นนี้ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งเป็นการทำร้ายประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า

ทางด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องประกาศ อาจเพราะจำนนต่อสถานการณ์ เพราะหากไม่ประกาศ ส.ส. ก็ไม่กล้าย้ายตาม เมื่อได้ ส.ส. ไม่ถึง 25 คน พรรค รสทช. ไม่สามารถเสนอชื่อนายกฯ ได้ พล.อ.ประยุทธ์ มีพฤติกรรมย้อนแย้งไม่พูดอะไรตรงไปตรงมา การอ้างเหตุที่ตัดสินใจประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค รสทช. เพราะพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ประกาศเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ ไปแล้วนั้น เป็นการพูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ตีกินทางการเมืองหรือไม่

ข้อเท็จจริงคือ พล.อ.ประยุทธ์ ชิงออกจากพรรค พปชร. ไปอยู่พรรค รทสช. ก่อนที่พรรค พปชร. จะเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ การตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รสทช. ไปเป็นนายกน้อย ในตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ถือเป็นใบเสร็จว่ามีการวางแผนเตรียมการกันมาก่อน เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่มา 8 ปี ทำประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม อีก 2 ปี ที่เป็นนายกฯ ได้ ยังเสพติดอำนาจ ถ้าอยากได้ใคร่มีในเก้าอี้นายกฯ แต่อยู่แล้วสร้างปัญหาต่อ ก่อปัญหาใหม่ ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร ใครก็ตามที่จะเข้าสู่อำนาจ ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยกติกาที่เป็นธรรม ถ้ายังหวังใช้เสียง 250 ส.ว. โหวตเลือกเข้ามาเป็นนายกฯ อีก จะถูกเย้ยหยัน ไร้ศักดิ์ศรี ไม่ได้รับการยอมรับ ขาดความสง่างาม

“พล.อ.ประยุทธ์ ควรส่งสัญญาณให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ปิดสวิตช์ ส.ว. โหวตเลือกนายกฯ เพื่อให้ได้นายกฯ ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับของประชาชน” นายอนุสรณ์ กล่าว

ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่าถือเป็นบทพิสูจน์ถึงการเมืองไทยในกะลาครอบถอยหลังลงคลอง อ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ถ้าตนเองเป็น พปชร. จะทบทวนการเป็นรัฐบาล การเลือกตั้งเมื่อปี 62 พรรค พปชร. เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นแม้แต่สมาชิกพรรคตนเอง จึงต้องไปอยู่พรรคอื่น เป็นการให้เหตุผลที่ไม่มีตรรกะอะไรเลย จริงๆ ตนเองอยากจะเป็นนายกฯ ต่อ ก็ให้เหตุผลไปตรงไปตรงมา ไม่ต้องไปอ้างว่า พรรค พปชร. เสนอชื่อคนอื่น เหมือนว่ามิได้เสนอชื่อตนเอง จะเสนอชื่อได้อย่างไร ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าแตกกันมานานแล้ว

ตนขอฝากถึงพรรค พปชร. ในฐานะที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา เมื่อพรรคของตนเองเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ประสงค์จะช่วยพรรค พปชร. อีกต่อไปแล้ว ควรจะแสดงเจตนาถอนตัวจากการเป็นแกนนำรัฐบาลเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ตนเองเป็นฝ่ายเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาล การประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมือง ขณะที่รับรู้กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ มาแล้ว 8 ปี ถ้าจะเป็นนายกฯ อีกก็เป็นได้เพียง 2 ปี ประชาชนทั่วไปรับรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศมา 8 ปี ผลสำรวจของประชาชนตลอดมาก็รับรู้กันว่าเป็นเช่นไร กรณีจึงอดคิดไม่ได้ว่าอาจมีการใช้อำนาจแย่งชิงการจัดตั้งรัฐบาล โดยสวนกระแสความต้องการของประชน คล้ายๆ การเลือกตั้งที่ผ่านมา และจะเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

“คณิตศาสตร์ทางการเมืองขณะนี้มีว่า พรรคการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไปอยู่นั้นจะมีคะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำที่จะอ้างความชอบธรรมสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ บางท่านถึงกับวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะได้ถึง 25 เสียงหรือไม่ กรณีเช่นนี้ หนีไม่พ้นว่าจะต้องอาศัยเสียงของ ส.ว. เข้ามาช่วยสนับสนุนร่วมโหวตให้เป็นนายกฯ ถึงจะได้เป็น จึงขอฝากถึงพรรคการเมืองทั้งหลาย ช่วยกันสนับสนุนกรณีขอยกเลิกมาตรา 272 ให้อำนาจการจัดตั้งรัฐบาลมาอยู่ในอำนาจดุลพินิจของพรรคการเมืองด้วยกันเถิด และขอฝากถึงท่าน ส.ว. ทั้งหลายว่า ครั้งก่อนท่านโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พปชร. ในครั้งนี้เปลี่ยนพรรคแล้วท่านยังจะโหวตให้อีกหรือไม่ ทางที่ดีที่สุดเพื่อความยุติธรรม เสมอภาค ไม่มีตัวช่วย การเมืองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ให้โอกาสกันมาตั้ง 8 ปีแล้ว ช่วยกันยกเลิกมาตรา 272 จะเป็นทางออกของประเทศที่ดีที่สุด” นายชูศักดิ์ กล่าว