เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานนโยบายพรรค ร่วมกันแถลงนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเปิดตัวนโยบายชุดที่ 2 อีก 8 นโยบาย คือ 1. อินเทอร์เน็ต ฟรี 1 ล้านจุด ทุกหมู่บ้าน ทุกห้องเรียน โดยมีหมู่บ้าน ประมาณ 80,000 หมู่บ้าน อินเทอร์เน็ตประมาณ 600,000 จุด สำหรับห้องเรียนทั่วประเทศจะมีประมาณ 350,000 ห้อง ก็จะจัดให้ประมาณ 400,000 จุด 2. เรียนฟรีถึงปริญญาตรีสาขาที่ตลาดต้องการ ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นโดย อว. พบว่า สาขาที่ตลาดต้องการอย่างน้อย มี 1.8 แสนคน โดยประมาณใน 12 สาขาสำคัญ ก็เพื่อสนับสนุนให้มีงานทำ 3. รักษาฟรี ตรวจสุขภาพฟรี ใช้บัตรประชาชนใบเดียว เราเคยทำมาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ราวๆ ปี 2531 ซึ่งมีการจัดให้มีการรักษาฟรีเด็กประถม ผู้นำชุมชน รวมทั้งผู้สูงอายุ และเมื่อตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2553 ก็ได้เริ่มนโยบายใช้บัตรประชาชน ใบเดียวรักษาฟรี 48 ล้านคน โดยไม่ต้องเสีย 30 บาท และสามารถดำเนินนโยบายนั้นได้ด้วยความราบรื่น 4. ชมรมผู้สูงอายุรับ 30,000 บาท ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีชมรมที่จดทะเบียนอยู่ประมาณ 30,000 ชมรม เราจะสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมรวมกลุ่ม ในลักษณะนี้ต่อไป เพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างเงินสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุต่อไปด้วย
5. ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต้องมีแต้มต่อ 3 แสนล้านบาท ตอนนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีคือตัวจากสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศซึ่งมีทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการ คิดเป็นร้อยละ 90 ของนิติบุคคลทั่วทั้งประเทศ ปัจจุบันมี เอสเอ็มอีประมาณ 3,200,000 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 12.6 ล้านคน แต้มต่อที่ว่านี้ อย่างน้อยที่สุด จะต้องมีแต้มต่อทางด้านการผลิต ซึ่งจะมีการจัดการในเรื่องขององค์ความรู้ทุกด้าน ทางด้านการผลิต ตลาดการบริหารจัดการ ระบบบัญชี ระบบภาษี แต้มต่อที่ 2 คือได้รับโอกาสในการได้สิทธิเพื่อเดินหน้าเข้าสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลของประชาธิปัตย์ในอนาคต มีโอกาสในการจัดแสดงสินค้าตลาดต่างประเทศ ที่คาดว่าจะเปิดได้ เช่น พื้นที่ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) เพื่อนบ้าน และเพิ่มโอกาสขยายไปตลาดโลกมากขึ้น ส่วนแต้มต่อที่ 3 คือ จะมีการตั้งกองทุน 3 แสนล้านบาท เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินแหล่งทุน ถ้าขยายกิจการต่อลมหายใจ หรืออย่างน้อยก็เพิ่มทุนให้เอสเอ็มอีให้เดือนหน้า กับเรื่องเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไปได้

6. ปลดล็อกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนเลี้ยงชีพให้ซื้อบ้านได้ เนื่องจากเรามี กบข. ที่มีวงเงินอยู่ 1.2 ล้านล้านบาท โดยประมาณและมีสมาชิกกบข.1.2 ล้านคน มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพวงเงินประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท มีสมาชิก 3 ล้านคน ก็จะปลดล็อกให้สมาชิกทั้ง 2 กองทุนนี้ นำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อบ้านได้ หรือมารถมีบ้านได้ เช่น ใช้เงินต้นเพื่อทำให้เงินต้นลดลงผ่อนบ้านให้เป็นของตัวเองได้เร็วขึ้น อันนี้จะช่วยทั้งข้าราชการและประกันสังคม 7. ทุน 3 ล้านบาท ต่อยอดเกษตรกรแปลงใหญ่ ซึ่งเรามีเกษตรกร 500,000 ราย พื้นที่กว่า 8 หมื่นล้านไร่ ก็จะส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันใช้เทคโนโลยี เป็นการร่วมกันต่อยอดสร้างนวัตกรรมร่วมกันในนามกลุ่ม ซึ่งได้ผลสัมฤทธิ์ดีเป็นที่ประจักษ์แล้วดีกว่าต่างคนต่างทำ 8. ค่าตอบแทนอาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน (อกม.) 1,000 บาทต่อเดือน ถ้าช่วยให้กระทรวงเกษตรฯ มีกลไกอาสาสมัครที่ลงไปช่วยดูข้อมูลประสานงานลึกลงไปถึงหมู่บ้าน ครัวเรือนต่างๆ ที่ทำการเกษตร ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
“วันนี้ไม่ได้แปลว่าประชาธิปัตย์มีนโยบาย 8+8 เป็น 16 เท่านั้น ยังมีอีกหลายนโยบาย เกือบจะเรียกว่าเป็นร้อยนโยบาย แต่ที่จะแถลงข่าวเปิดตัวนั้น ก็คัดมาเฉพาะนโยบายที่คิดว่าประชาชนจะเข้าถึงได้ง่าย และทำบัตรประชาธิปัตย์ ก็ประสงค์ที่จะนำมาไฮไลต์หรือขีดเส้นใต้เป็นกรณีพิเศษ” นายจุรินทร์ กล่าวและว่า นโยบายนี้ จะรวมถึงพื้นที่ กทม. ด้วย ซึ่งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. สามารถนำไปใช้หาเสียงได้.



