สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ว่า จากกรณีสำนักงานคุ้มครองทางการเงินและนวัตกรรมแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ( ดีเอฟพีไอ ) มีคำสั่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยุติการดำเนินงานของธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ ( เอสวีบี ) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่เน้นให้บริการกับผู้ประกอบกิจการสตาร์ตอัป ในซิลิคอน วัลเลย์ เนื่องจากวิกฤติสภาพคล่อง และการไม่ประสบความสำเร็จในการขายหุ้นเพื่อเพิ่มทุน


ธนาคารกลางสหรัฐ ( เฟด ) ออกแถลงการณ์ เมื่อวันอาทิตย์ว่า เงินฝากทุกบัญชีของเอสวีบี “ไม่ว่าจะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขหรือไม่” จะได้รับ “การปกป้อง” จากเฟด โดยเจ้าของบัญชีเงินฝากทุกบัญชีจะสามารถเข้าถึงเงินของตัวเองได้ ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. เป็นต้นไป


ขณะที่ นางเจเน็ต เยลเลน รมว.คลังสหรัฐ กล่าวว่า เธอประชุมฉุกเฉินร่วมกับ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด และนายมาร์ติน กรุนเบิร์ก ประธานสถาบันคุ้มครองเงินฝากกลาง ( เอฟดีไอซี ) เกี่ยวกับการจัดการ “แรงกดดันต่อสภาพคล่อง” ที่อาจเพิ่มขึ้น หลังการล่มสลายของเอสวีบี เพื่อรักษาสถาบันการเงิน สมาคมออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน


อย่างไรก็ตาม เยลเลนยืน ยันว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่มีแผนให้กู้แก่เอสวีบี และยอมรับว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารรายใหญ่เพื่อสตาร์ตอัปแห่งนี้ “น่าวิตกกังวล” แต่ยืนยันว่า ส่วนกลางยังคงมีความเชื่อมั่นในระดับสูงต่อกลไกภาคการธนาคารของประเทศว่า “มีความยืดหยุ่นเพียงพอ” และหน่วยงานการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง “มีกลไกซึ่งมีประสิทธิภาพเพียงพอ” เพื่อบริหารจัดการกับสถานการณ์ลักษณะนี้


ด้าน นางเซซิเลีย รูส ที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนยันว่า หลังวิกฤติการเงินเมื่อปี 2551 ภาคการเงินและการธนาคารของสหรัฐ “มีการปฏิรูปมากขึ้น” รวมถึงมีการทดสอบภาวะวิกฤติทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ รัฐบาลวอชิงตันจึงยังคงเชื่อมั่นว่า จะไม่เกิดปรากฏการณ์โดมิโนซ้ำรอยเมื่อ 15 ปีที่แล้ว


อนึ่ง เอสวีบี ให้บริการกับธุรกิจสตาร์ตอัป ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 และก่อนการล่มสลาย ถือเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่อันดับที่ 16 ของสหรัฐ โดยมีสินทรัพย์ 209,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 7.2 ล้านล้านบาท ) และการปิดเอสวีบีถือเป็นการล่มสลายของสถาบันการเงินครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ธนาคาร “วอชิงตัน มิวชวล” เมื่อปี 2551.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES