สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบที่เมืองบัคมุต ซึ่งตั้งอยู่ที่ภูมิภาคดอนบาส ในภาคตะวันออกของยูเครน และตอนนี้กำลังเป็นสมรภูมิหลักของการสู้รบระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ หรือนับตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา กองทัพยูเครนสามารถสังหาร “ทหารฝ่ายศัตรูได้มากกว่า 1,100 นาย”


ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ออกแถลงการณ์ว่า กองทัพยูเครนสูญเสียกำลังพลมากกว่า 220 นาย ในสมรภูมิบัคมุต ภายในรอบระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีฝ่ายใดสามารถแสดง “หลักฐาน” สนับสนุนคำกล่าวอ้างของตัวเองได้

ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นกลุ่มควัน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียกับยูเครนกำลังสู้รบกันอย่างหนัก ที่เมืองบัคมุต ทางตะวันออกของยูเครน


ด้าน นายดมิโทร คูเลบา รมว.การต่างประเทศยูเครน เรียกร้องเยอรมนีเพิ่มการมอบความสนับสนุนในเรื่องกระสุนปืน และการฝึกฝนนักบินทหารของยูเครน ในการใช้งานเครื่องบินขับไล่ของตะวันตก

ทั้งนี้ คูเลบา ยืนยันว่า รัฐบาลเคียฟมีความเข้าใจว่า พันธมิตรตะวันตกอาจไม่สามารถส่งมอบอากาศยานทางทหารให้ได้ภายในอนาคตอันใกล้ แต่อย่างน้อยบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องมีความพร้อมและทักษะขั้นพื้นฐานไว้ก่อน


อนึ่ง เมืองบัคมุต เคยมีประชากรมากถึง 70,000 คน ในช่วงก่อนสงคราม แต่หลังการสู้รบปะทุ รัฐบาลเคียฟ ประเมินว่า เหลือประชากรอยู่ในพื้นที่ ไม่ถึง 4,000 คน แม้บัคมุต ไม่ใช่เมืองขนาดใหญ่ แต่รัสเซียถือว่า มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเส้นทางหลัก เชื่อมต่อไปยังเมืองใหญ่กว่าที่อยู่ใกล้กัน คือ ครามาทอร์สค์ และสโลเวียนสค์ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ ให้กองทัพยูเครนตัดสินใจปักหลักอยู่ที่เมืองแห่งนี้ต่อ หลังก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวว่า อาจยอมถอนทหารออกจากเมืองบัคมุต.

เครดิตภาพ : REUTERS