เมื่อวันที่ 4 ก.ค. เวลา 13.00 น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล แถลงถึงข้อสั่งการต่อรัฐบาลต่อการบริหารจัดการและการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยที่รักษาอยู่เพิ่มขึ้นสะสมรวดเร็วมาก โดยในวันที่ 30 มิ.ย.-3 ก.ค. มีผู้ติดเชื้อใหม่มากกว่าผู้ที่หายป่วยกลับบ้านถึงวันละ 2,371-3,071 คน ดังนั้นรัฐบาลจะปล่อยให้อยู่สภาพที่ไม่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่รอเตียงตกค้างสะสมเป็นจำนวนมาก และกว่าประชาชนจะได้เตียงอาการก็หนักขึ้น ซึ่งสังเกตได้ว่าจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก และผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจปรับเพิ่มขึ้นมาก อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะปล่อยให้สภาพที่จำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่าจำนวนผู้ที่หายกลับบ้าน ดำรงอยู่ภายใต้นโยบายในการจัดการแบบเดิมไม่ได้

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่มีกำหนดต้องส่งมอบในเดือน มิ.ย. จำนวน 6,333,000 โด๊ส จากข้อมูลที่ปรากฏว่ามีการส่งมอบเพียง 5,371,100 โด๊สเท่านั้น ยังขาดการส่งมอบอีก 961,900 โด๊ส ซึ่งยอดขาดส่งนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องไปเร่งติดตามมาให้ได้ เพราะหมายถึงเกือบ 1 ล้านชีวิตของประชาชนคนไทย เป็นเรื่องที่ปล่อยวางไม่ได้ และที่น่ากังวลก็คือ ตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นไป AstraZeneca Thailand จะเริ่มส่งออกวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ โดยกัน 1 ใน 3 ของกำลังการผลิต สำรองไว้ให้กับประเทศไทย หมายความว่าจากกำลังการผลิต 180-200 ล้านโด๊สต่อปี หรือ 15-17 ล้านโด๊สต่อเดือน AstraZeneca Thailand จะส่งมอบให้กับประเทศไทยเพียงแค่ 5-6 ล้านโด๊สต่อเดือนเท่านั้น แล้วแผนการจัดหาวัคซีนที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์ว่าจะได้รับวัคซีน AstraZeneca รวมเป็น 61 ล้านโด๊ส แผนนี้เท่ากับว่า AstraZeneca ไม่สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามแผนการส่งมอบที่รัฐบาลกำหนดได้ ซึ่ง ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ก็ได้ออกมายอมรับแล้วว่า AstraZeneca Thailand คงไม่สามารถส่งมอบวัคซีนได้เดือนละ 10 ล้านโด๊ส โดยระบุว่าสัญญาจัดซื้อไม่ได้ระบุจำนวน เพียงกำหนดกรอบคร่าวๆไว้ที่ 61 ล้านโด๊สต่อปีเท่านั้น ดั้งนั้นต้องตั้งคำถามว่า ถ้ารัฐบาลไปทำสัญญาเช่นว่านี้จริง ก็ถือว่าเป็นความหละหลวมใหญ่หลวงมาก เพราะมีเพียงแต่กำหนดกรอบตัวเลขคร่าวๆ แล้วอย่างนี้จะวางแผนการฉีดวัคซีนให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร ทั้งที่รัฐบาลไทยอุดหนุนเงิน 600 ล้านบาท ให้กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตวัคซีนชนิด Viral Vector ให้กับประเทศไทย โดยหนึ่งในเงื่อนไขเพื่อให้ประเทศไทยได้รับสิทธิในการซื้อวัคซีนที่ผลิตโดยผู้ผลิตในไทยเป็นอันดับแรกตามจำนวนความต้องการ

“พรรคก้าวไกลยืนยันว่าประเทศไทยมีความชอบธรรมที่จะได้รับวัคซีนจาก AstraZeneca Thailand เดือนละ 10 ล้านโด๊ส ส่วนที่เหลืออีก 5-6 ล้านโด๊ส จึงจะสามารถนำไปส่งออกไปยังประเทศอื่นได้ การที่ AstraZeneca Thailand จะส่งมอบให้กับประเทศไทยเพียงแค่ 5-6 ล้านโด๊สต่อเดือน เป็นการไม่ยุติธรรมต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงิน 600 ล้านบาท ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเปิดเผยสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับ AstraZeneca Thailand ว่ามีเงื่อนไขนี้บรรจุอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีเท่ากับว่ารัฐบาลเอาเงินภาษีของประชาชน 600 ล้านบาท ไปอุดหนุนเอกชน โดยไม่ได้ทำตามเงื่อนไขตามที่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบ ซึ่งหากไม่สามารถชี้แจงได้ อาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง”

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์การระบาดขณะนี้ ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับเชื้อสายพันธุ์เดลตา ปัจจุบันพบผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาในพื้นที่ กทม. แล้วถึง 70% แต่แทนที่รัฐบาลจะเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อกลายพันธุ์ โดยเฉพาะเชื้อสายพันธุ์เดลต้า รัฐบาลกลับยังคงยืนกรานที่จะจัดซื้อวัคซีน Sinovac ต่อไปโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ ทั้งที่เกิดกรณีบุคลากรทางการแพทย์ ติดโควิด ทั้งๆ ที่ฉีด Sinovac ครบ 2 เข็มเป็นระยะๆ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงดึงดันที่จะจัดซื้อวัคซีน Sinovac เพิ่มเติมอีก 28 ล้านโด๊ส จึงขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าราคาที่แท้จริงของ Sinovac คือโด๊สละเท่าไหร่ ประเทศไทยซื้อแพงกว่าที่ประเทศอื่นหรือไม่ และขอให้คณะกรรมการวิชาการวัคซีน ที่มี ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ, นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ รวมถึง ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ควรออกมาชี้แจงแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เพราะมีข้อสงสัยอย่างมากว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เคยกระตือรือร้นที่จะจัดหาวัคซีนชนิด mRNA เลย ไม่เคยที่จะเร่งรัดกดดันให้ AstraZeneca Thailand ส่งมอบวัคซีนให้ครบตามแผนการส่งมอบ แต่กลับกระเหี้ยนกระหือรือที่จะซื้อวัคซีน Sinovac ซึ่งถ้ารัฐบาลซื้ออีก 28 ล้านโด๊ส เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายเงินซื้อวัคซีน Sinovac รวมทั้งสิ้น 46.5 ล้านโด๊ส เป็นเงิน 25,226.25 ล้านบาท และปัจจุบันการจัดซื้อวัคซีนทางเลือกล่าช้า รัฐบาลยังไม่ได้เซ็นสัญญาใดๆ กับทั้ง Pfizer และ Moderna

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ พรรคก้าวไกล จึงได้ออกข้อสังการไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อให้เร่งดำเนินการ คือ 1. ให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีน พ.ศ. 2561 ในการบังคับให้ AstraZeneca Thailand ส่งมอบวัคซีนให้เป็นไปตามแผนการส่งมอบเดือนละ 10 ล้านโด๊ส ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลอุดหนุนให้กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ 600 ล้านบาท และให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่อเชื้อสายพันธุ์เดลต้า และเชื้อกลายพันธุ์ต่างๆ โดยให้รัฐบาลดำเนินการเซ็นสัญญาเพื่อจัดหาวัคซีน mRNA ทั้ง Pfizer และ Moderna ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมกับเปิดสัญญาให้ประชาชนได้ร่วมตรวจสอบ นอกจากนั้นต้องยุติการสั่งซื้อวัคซีน Sinovac รวมถึงต้องเปิดเผยสัญญาและเงื่อนไขข้อตกลงการสั่งซื้อวัคซีน ตลอดจนมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีนทั้งหมด และควรเร่งจัดฉีดวัคซีนเสริมภูมิให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า นอกจากนั้นควรเร่งปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีน และกระจายสต๊อกวัคซีนอย่างเป็นธรรม

2. การบริหารจัดการเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ของระบบสาธารณสุข และการดูแลชีวิตของประชาชน โดยต้องเร่งดำเนินการมาตรการการกักตัวรักษาตนเอง โดยมีระบบการแพทย์ทางไกล ที่ติดตามอาการ สั่งจ่ายยา และมีระบบในการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยถึงบ้าน และพิจารณาอนุญาตให้ผู้ป่วยที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ยังไม่ครบระยะเวลา 14 วัน แต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเบาบาง ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขที่สามารถกักตัวรักษาตนเองได้ ให้กักตัวรักษาตนเอง เพื่อจัดสรรเตียงให้กับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลาง และอาการหนัก 3.รัฐบาลควรเร่งตรวจเชิงรุกด้วย Rapid Antigen Test พร้อมกับอนุญาตให้ประชาชนได้เข้าถึงชุดตรวจที่ผ่านมาตรฐาน อย. เพื่อตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง เพื่อแยกผู้ติดเชื้อมารักษา สกัดกั้นการระบาด 4. การจัดฉีดวัคซีนที่ล่าช้ามีมูลค่าความเสียหายสูงถึงเดือนละ 200,000 ล้านบาท ดังนั้น การที่รัฐบาลปล่อยปละละเลย จนเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชน รัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจะต้องเยียวยาให้กับประชาชนทั้งที่เป็นแรงงานในระบบ และแรงงานนอกระบบอย่างเป็นธรรม ด้วยเงินสดแบบถ้วนหน้า ประชาชนควรได้รับเงินชดเชยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท รวมทั้งชดเชยความเสียหายให้กับผู้ประกอบกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ทั้งการยกเว้นค่าน้ำ ค่าไฟ และชดเชยค่าเช่าสถานที่ โดยให้จ่ายชดเชยตามจริง สำหรับร้านค้า หรือกิจการที่ถูกปิดไปก่อนหน้านี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลชดเชยย้อนหลังด้วย

และ 5. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์ในการล็อกดาวน์ และผ่อนคลาย โดยคำนึงถึงสถานการณ์การติดเชื้อและขีดความสามารถของระบบสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ แบบเป็นขั้นบันได เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสถานการณ์ และวางแผนรับมือด้วยตนเองส่วนหนึ่งได้ และมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการคลี่คลาย และบรรเทาสถานการณ์การแพร่ระบาดด้วย.