เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย และอดีต กกต. กล่าวถึงกรณี กกต. มีหนังสือแจ้งให้พรรคการยื่นรายละเอียดงบประมาณในการดำเนินนโยบาย ว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 57 ได้กำหนดว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากนั้น จะต้องระบุจำนวนงบฯ ที่มาของงบฯ วิเคราะห์ความคุ้มค่า ประโยชน์ ผลกระทบและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่ง กกต. ส่งจดหมายไปให้ 70 พรรคการเมืองแล้ว ลงวันที่ 10 เม.ย. 66 และให้ทุกพรรคส่งกลับมายัง กกต. วันที่ 18 เม.ย.66 เข้าใจว่าวันนี้น่าจะส่งกันครบแล้ว
ถ้าพรรคการเมืองใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ กกต. จะมีการลงโทษปรับ 500,000 บาท และปรับรายวันวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้น กกต. ควรนำพรรคที่ไม่ส่งรายละเอียดเข้าที่ประชุมวันที่ 25 เม.ย. และมีมติลงโทษปรับ พร้อมวิเคราะห์ว่านโยบายใดเข้าข่ายหลอกลวงหรือไม่ด้วย เพราะการเปิดเผยบนเว็บไซต์ กกต. อย่างเดียว ตนมองว่าผลักภาระให้ประชาชนตรวจสอบกันเอง ทั้งนี้การวิเคราะห์ดังกล่าว กกต. สามารถดำเนินการได้ มาตรา 73(5) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ต้องรอให้มีคนร้อง กกต. อย่าทำหน้าที่เหมือนครูที่คอยเช็กชื่อเท่านั้น ต้องตรวจสอบด้วย หากไม่ทำ ตนถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นายสมชัย ยังกล่าวถึงกรณี กกต. ชี้แจงเรื่องการเดินทางไปดูงานต่างประเทศด้วยว่า การไปตรวจติดตามการเลือกตั้งของคนไทยนอกราชอาณาจักรนั้น เป็นภารกิจหนึ่งของ กกต. อยู่แล้วว่า จะต้องดูแลให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพียงแต่ว่าจำนวนคณะกรรมการทั้งหมดที่ต้องกระจายไปประเทศต่างๆ สังคมอาจจะมองว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก รวมถึงการเลือกประเทศ ซึ่งตนรับได้กับการที่ กกต. ไปดูงานที่ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เนื่องจากเป็นประเทศที่เคยมีปัญหาการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในอดีต หรือแม้กระทั่งไปดูงานที่สหรัฐอเมริกา เพราะมีคนไทยอาศัยอยู่รวม 4 แสนคน แต่เส้นทางในยุโรป 2 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี กกต. เคยไปตรวจติดตามแล้ว ตนมองว่าไม่ควรจะไปตรวจซ้ำ ส่วนฮังการี และสโลวาเกีย มีจำนวนคนไทย 2 ประเทศรวมกันเพียง 8 พันกว่าคน ซึ่งน้อยมาก ไม่ควรเลือกเป็นประเทศไปตรวจติดตาม
“ยังมีประเทศอื่นที่สำคัญมากกว่าเช่น ไต้หวัน มีคนไทยอยู่ 8 หมื่นคน ทำไมไม่ไป เกาหลีใต้มีคนไทยหลายหมื่นคนทำไมไม่ไป มาเลเซียเคยมีปัญหาในการจัดการในอดีตทำไมไม่ไป ผมมองว่าอาจจะไม่เหมาะสม ส่วนประธาน กกต. ที่ไปแอฟริกาใต้ เคนยา และโมร็อกโก ต้องชมว่าท่านได้ใช้ความอุตสาหะเต็มที่ แต่ยังไม่คิดว่าเป็นจุดที่จะมีคนไทยอยู่มากเพียงพอ เช่น โมร็อกโก และเคนยา มีคนไทยแค่หลักร้อยคน นอกจากนี้ประเทศเคนยาที่เป็นเจ้าภาพในการส่งบัตรกลับมาประเทศไทย มีคนลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรแค่ 171 คน ทั้ง 3 ประเทศเป็นประเทศที่มีผลกระทบน้อย ประเทศอียิปต์ คนไทยอยู่เยอะกว่าลำดับต้นๆ ในทวีปแอฟริกา ท่านควรจะไปแต่ท่านก็ไม่ได้ไป”
นอกจากนี้ ประเด็นที่อยากให้ กกต. เปิดเผยคืองบประมาณค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเดินทางทั้งหมด แต่ละเส้นทางเป็นจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงเสียงครหาเรื่องของที่ระลึกซึ่งมีมูลค่ากว่า 4.2 หมื่นบาท คืออะไรอย่างไร รวมถึงอยากจะเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ซึ่งบอกว่ามีระบบที่เป็นดิจิทัลแล้ว ช่วยเปิดเผยด้วยว่าเวลานี้คนไทยในต่างประเทศมีจำนวนเท่าไหร่กันแน่ ตัวเลขของกรมการกงสุลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อปี 65 เปิดเผยแค่รายทวีป แต่ไม่ได้เปิดเผยเป็นรายประเทศ เท่ากับว่าข้อมูลรายประเทศนั้น ล่าสุดเป็นข้อมูลเมื่อปี 63 ซึ่งล้าสมัยมากแล้ว ตนอยากให้กรมการกงสุล เปิดเผยที่ว่าจำนวนคนไทยในต่างประเทศที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรในแต่ละประเทศ มีจำนวนเท่าไหร่บ้าง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ว่าคะแนนเหล่านั้นมาถึงประเทศไทย และบัตรจะถูกนับทั้งหมด.



