นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นในเดือน เม.ย. เนื่องจากเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศใช้กำลังไฟมากขึ้นในการรักษาอุณหภูมิให้ปกติ เหมือนที่หลายหน่วยงานออกมาชี้แจง และยืนยันว่า ค่าไฟฟ้าไม่ได้มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยังอยู่ในช่วงคิดอัตราค่าไฟฟ้าช่วงระยะเวลาเดิม คือ งวดแรก วันที่ 1 ม.ค.-30 เม.ย. ที่ยังไม่มีการปรับอัตราค่าไฟฟ้า ยังเป็น 4.72 บาทต่อหน่วยโดยเฉลี่ยเท่าเดิม แต่อัตราค่าไฟฟ้าในแต่ละงวดจะมีอัตราเริ่มต้น และปรับอัตราเพิ่มเป็นขั้นบันได

ยกตัวอย่าง ประเภทผู้ใช้ครัวเรือนอัตราที่ยังไม่รวมเอฟที และภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเริ่มต้น

ถ้าใช้ตั้งแต่ 1-150 หน่วย อยู่ที่ 3.2484 บาทต่อหน่วย

151-400 หน่วย อยู่ที่ 4.2218 บาทต่อหน่วย

เกิน 400 หน่วยอยู่ที่ 4.4217 บาทต่อหน่วย

เมื่อประชาชนใช้ไฟฟ้าเปิดเวลาเท่าเดิม แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศทำงานหนัก และกินไฟฟ้าหลายหน่วยเพิ่มมากขึ้น ทำให้อัตราเพิ่มสูงขึ้นจึงเกิดค่าไฟแพงขึ้น

ส่วนเรื่องที่มีการระบุว่า อัตราการสำรองไฟฟ้าของประเทศไทย สูงถึง 50-60% นั้น ขอชี้แจงว่า การผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง จำเป็นต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง เพื่อรองรับเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าตามปกติได้ เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติเพื่อซ่อมแซม หรือโรงไฟฟ้าหยุดผลิตไฟฟ้าเนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องหรือปิดซ่อมบำรุง ซึ่งรวมทั้งกรณีที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มีความผันผวน เป็นต้น 

การมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองมากเกินไป บ่งบอกว่า อาจมีโรงไฟฟ้ามากเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ ผลกระทบที่ตามมา คือ อัตราค่าไฟก็จะสูงขึ้น เนื่องจากค่าไฟฟ้าคิดรวมต้นทุน ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วย หากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองน้อย จะส่งผลให้มีความเสี่ยงในการขาดแคลนไฟฟ้าในสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ

ดังนั้นจึงต้องมีการประเมินกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสม สอดคล้องกับกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ได้จริง เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดที่ได้นั้น มีบางส่วนที่มาจากพลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องด้วยปัจจัยของช่วงเวลา หรือฤดูกาล จึงไม่สามารถประเมินโดยใช้ยอดกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดได้ และ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในการประเมิน จะใช้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ซึ่งในช่วงเดือน เม.ย. นี้ อยู่ที่ประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของปี 65 จึงคิดเป็นอัตราการสำรองไฟที่ 36% ซึ่งไม่ใช่ 50-60% ตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ หากนำค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญามาคำนวณ จะทำให้อัตราการสำรองไฟฟ้าที่ได้ไม่สะท้อนอัตราการสำรองไฟที่แท้จริง โดยการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติทั้งในอ่าวไทย เมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลวสูงถึง 56% ในช่วงปี 65 มีการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทานสำรวจและผลิตให้แทนขุดเจาะขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่อ่าวไทย ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตก๊าซ ในประเทศลดลงจากเดิม ขณะที่เกิดวิกฤตการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) โลก มีความผันผวนและปรับสูงขึ้นเป็นอย่างมากจากปกติในราคาประมาณ 8-10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มสูงขึ้นถึง 50-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

ส่วนเหตุผลหลักที่ส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้น ของค่าไฟฟ้าในงวดที่สองคือ พ.ค.-ส.ค. อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานที่จากลดลงจาก 4.77 บาทต่อหน่วย เหลือ 4.70 บาทต่อหน่วย ตามที่เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขยายเวลาชำระค่าไฟฟ้าที่ค้างชำระเพิ่ม จากให้ 5 งวดไฟฟ้า หรือประมาณ 20 เดือน เป็น 6 งวดไฟฟ้า หรือประมาณ 24 เดือน ซึ่งการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นอำนาจของ กกพ. ทางกระทรวงพลังงานไม่อาจก้าวล่วง ในการที่จะบอกว่าอัตราค่าไฟฟ้าในงวดไฟฟ้างวดที่สองนี้ จะลดลงมาเหลือ 4.70 บาทหรือไม่