เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความชัดเจนในเรื่องตำแหน่งประธานสภา ว่า ในเรื่องตำแหน่งประธานสภา เรายืนยันว่าพรรคก้าวไกลเรานั่งในตำแหน่งนี้ และต้องเรียนกับสื่อว่า เราได้พูดมาหลายรอบว่า เราก็มีโปรเจกต์ว่าถ้าเราเป็นประธานสภา เราอยากจะทำอะไร ดังนั้นมันก็คงเป็นกระบวนการที่จะต้องไปพูดคุยให้เรียบร้อย ซึ่งต้องเรียนว่า ตนก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรในเรื่องการเจรจา และผลการเจรจาเป็นอย่างไร แต่ก็ยืนยันว่า พรรคก้าวไกลเรายืนยันที่จะทำหน้าที่ในส่วนตรงนี้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยในเรื่องนี้หรือไม่ เพราะมีรายงานข่าวว่า ตำแหน่งเป็นของพรรคเพื่อไทย และตกลงกันได้ด้วยดี นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คงยังอยู่ในเรื่องของการพูดคุย ตนตอบไม่ได้ว่า สุดท้ายเขาเจรจากันไปถึงไหนแล้ว เจรจากันจบหรือยัง ยังไม่ได้รับรายงานในส่วนนี้ แต่ยืนยันเหมือนเดิมว่า ในส่วนของประธานสภา ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่เรายืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ตรงนี้ และยังไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล ตนยังคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องพูดคุยกัน มันไม่มีทางที่จะเห็นตรงกัน 100% เพียงแต่ว่าจุดไหนที่ทางเพื่อไทยขอ จุดไหนที่ทางก้าวไกลขอ มันก็คงต้องหาทางพูดคุยเจรจากัน ตนเชื่อว่าทั้ง 2 พรรค เห็นเป้าหมายใหญ่ที่จะเดินไปร่วมกัน ดังนั้นตนไม่ค่อยกังวลว่า สุดท้ายมันจะกลายเป็นปัญหาความไม่เข้าใจกัน ตนไม่กังวลในเรื่องนั้น

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการเจรจากับ ส.ว. ในเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบ ก็พูดคุยด้วยดี แนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายจะจบอย่างไรก็คงต้องไปดูผลโหวต เท่าที่ตนทราบ การพูดคุยกับ ส.ว. กับผู้ที่จะมีส่วนในการลงมติเพื่อปิดสวิตช์ 272 ตอนนี้เรายังอยู่ในเส้นทางที่มองว่ามันมีความเป็นไปได้สูง ที่เราสามารถปิดสวิตช์ 272 สำเร็จ เมื่อถามว่าที่ผ่านมาได้คุยกับ ส.ส. ในอีกขั้วที่ต้องการปิดสวิตช์ ส.ว. ด้วยหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนคงไม่สามารถระบุแบบชัดๆ ว่า คุยกับใครบ้าง แต่วันนี้เรียนตามตรงว่า เราก็พยายามคุยให้มากที่สุดกับทุกฝ่าย เพื่อที่ว่าจะปิดสวิตช์ 272 ยืนยันว่า 272 เป็นขบวนการขั้นตอนที่เป็นไปตามกฎหมาย และจะหมดอายุในปีหน้าอยู่แล้ว ไม่รู้จะให้มาตรา 272 แผลงฤทธิ์อย่างนี้ไปทำไม ตนคิดว่าเดินหน้าด้วยการเคารพการตัดสินใจของประชาชนจากวันที่ 14 พ.ค. มันเป็นทางออกที่ดีที่สุด การที่เราชี้แจงแบบนี้ มันเป็นการชี้แจงด้วยเหตุผลและหลายฝ่ายก็รับฟัง แน่นอน บางส่วนก็อาจจะมีที่ขอเวลาตัดสินใจ บางส่วนก็ต้องยอมรับว่าตัดสินใจ แต่เท่าที่ตนทราบ สัญญาณบวกในเรื่องนี้ และเชื่อมั่นว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าหลัง กกต. รับรอง ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เดี๋ยวเราจะมีการอบรม ส.ส. แต่ต้องขอให้เป็นเรื่องภายในของพรรคก้าวไกล เรามี ส.ส. ใหม่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นคงจะต้องทำให้ทุกท่านที่ได้รับเลือกมีความพร้อมมากที่สุด โดยจะมีการติวในเรื่องของกฎหมายข้อกฎหมายต่างๆ รวมไปถึงการแชร์ประสบการณ์ว่าแต่ละประสบการณ์ที่ผ่านมาที่เรามีเป็นอย่างไร เพื่อทำให้ ส.ส. ทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันแรกๆ ซึ่งหลายคนอาจจะมีการแลกเปลี่ยนกันไปแล้วบ้าง เพราะมีหลายคนที่เคยผ่านงานตรงนี้มา ดังนั้นบางคนก็มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่เพื่อให้มีความพร้อมสูงสุด เราก็คงจะต้องมีกระบวนการเหล่านี้ด้วย ส่วนการรายงานต่อต่อรัฐสภา คงจะมีส่วนที่จะต้องไปพร้อมกันด้วย แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องไปให้พร้อมกันหมด เพราะมีความจำเป็นในเรื่องพื้นที่ บางคนอยู่ในพื้นที่ๆ ค่อนข้างไกล ดังนั้นคงจะมีกิจกรรมที่ไปร่วมกัน แต่บางส่วนใครที่อาจจะไม่สะดวกจริงๆ ก็ทยอยไป ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร

เมื่อถามถึงกรณี 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้มีการหารือกันหรือไม่ว่า หลังการรับรอง ส.ส. อาจมีการเข้าชื่อเพื่อยื่นญัตติในเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีออกไป ด้วยเรื่องปมปัญหาคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า ยังไม่ได้รับทราบว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องแบบนี้ แต่ถามว่าจะเลื่อนจริงๆ หรือ และเลื่อนไปเพื่ออะไร เพราะประชาชนไม่ได้อะไรจากตรงนั้น ตนคิดว่าสมมุติว่านายพิธา เป็นนายกฯ แล้ว มันมีปมปัญหาอะไรก็ไปว่ากันทีหลังได้ ระหว่างนี้รออะไร และประชาชนได้อะไร คิดว่าใครก็ตามที่คิดเรื่องนี้ คุณมองประชาชนด้วย และดูด้วยว่าประชาชนเขากำลังรอคอยในเรื่องของการบริหารงานต่างๆ

“ถามว่าสุดท้ายต่อให้มันมีการดำเนินคดีอะไรกันตามมาจริงๆ ก็อย่าไปคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะได้ คือขั้วอำนาจเก่ามันจบแล้ว การเลือกตั้งมันจบไปแล้ว วันนี้เราเดินหน้า สุดท้ายผมมั่นใจเหลือเกิน ผมมั่นใจจริงๆ ว่า อะไรก็ตามที่มันเป็นข้อกล่าวหาทั้งหลายแหล่ ถ้าว่ากันตามกฎหมาย ไม่มีทางที่จะดำเนินการอะไรได้ ไอ้เรื่องหุ้นไอทีวีอะไรต่างๆ ผมคิดว่าวันเวลาผ่านไป มันก็ยิ่งชัดว่าสุดท้ายแล้วอุปสรรคเหล่านี้ มันเป็นความพยายามในการที่จะกลั่นแกล้งกัน แล้วประชาชนเขาคาดหวังว่า เขาอยากเห็นคุณพิธาเป็นนายกฯ เขาอยากเห็นรัฐบาลก้าวไกล ดังนั้นอย่าใช้วิชาอะไรเลย ในการที่จะทำลายความหวังของประชาชน มันไม่ดีหรอก” นายรังสิมันต์ กล่าว.