และก็ดูเสียงของสมาชิกรัฐสภาที่พูดไม่ตรงกัน ระหว่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ว่ากันว่าจะเป็นแคนดิเดต รมว.คลัง บอกว่า “รวมเสียง ส.ว. ได้พอโหวตรัฐบาลแล้ว” ขณะที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ หรือพวก ส.ว. “สายแทงก์” หลายคนยืนยันว่า ส่วนใหญ่งดออกเสียง ให้ก้าวไกลไม่น่าจะเกินยี่สิบ
ผลออกเร็วออกช้าไม่แน่ใจ มีหารือประธานกี่รอบก็ไม่รู้ แต่แน่ๆ คือเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แล้ว ดูว่ามีใครจะเสนอชื่อประกบหรือไม่ จากนั้น ก็ขานชื่อสมาชิกรัฐสภาทั้ง 750 คน ทั้ง ส.ส.-ส.ว. ให้บอกว่าจะโหวตใคร ซึ่งกระบวนการไม่เป็นความลับ เที่ยวนี้คงไม่กล้ามีงูเห่าอีก เพราะเห็นจากเลือกตั้งที่ผ่านมา งูเห่าสอบตกเรียบแบบคะแนนน่าขายหน้า
พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังจะไปเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน งดออกเสียงนั่นไม่แปลก แต่ก็ไม่แน่ว่า อาจมีบางคนไปโหวตให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล เพราะอยากประกาศตัวว่า “ฉันเองก็ต้องการร่วมปิดสวิตช์ ส.ว.” เผื่อจะเพิ่มคะแนนนิยม หรือกระทั่งมีพรรคเสนอชื่อแข่ง เพื่ออ้างหลักการว่าเราก็สู้ ..ก็ได้หมด
ปัญหาที่ทำให้อิ๊อ๊ะกันมาก คือ “พรรคก้าวไกลมีนโยบายแก้ ม.112 และนิรโทษกรรมนักโทษคดีการเมือง” ซึ่งตามที่เข้าใจคือ การแก้ ม.112 นี่ให้เป็นโทษทางแพ่ง และต้องการให้สำนักพระราชวังฟ้องเท่านั้น ซึ่งถ้ามองในมุมหนึ่ง การให้สำนักพระราชวังฟ้อง คือการที่จะดึงเอาสถาบันลงมาเป็นคู่กรณีกับคนหมิ่นโดยตรงก็ได้

แต่จะให้ใครก็ได้ฟ้องดะ มันก็กลายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมก็คาดว่า น่าจะเป็นการนิรโทษกรรมในคดี ม.112 ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเขาก็มองว่า “เมื่อศาลใช้ดุลพินิจดีแล้วว่า กระทำผิดโดยตั้งใจ แล้วจะไปนิรโทษกรรมทำไม?” ในส่วนของพรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่ออาวุโส ก็ไม่เห็นด้วย
ถ้ามีการดันกฎหมายเข้าสภา ก็อาจกลายเป็นจุดขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ยิ่งถ้าเกิดใช้กระบวนการวิปบีบบังคับให้เป็นไปในทางเดียวกัน ยิ่งทำให้เกิดความหมางใจ เพราะเรื่อง ม.112 เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก บางพรรคร่วมรัฐบาลอาจมีมติงดออกเสียงทั้งแก้ ม.112 และการนิรโทษกรรม ซึ่งถ้าเป็นพรรคเพื่อไทยงด รวมกับเสียงฝ่ายค้าน กฎหมายไม่ผ่านได้
หรือเกิดกรณีวิปบีบคอให้โหวตผ่านได้ แต่ถูกตีความว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 49 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (และพันกับมาตรา 6) คราวนี้เรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ส.ส. ที่ยกมือให้ผ่านอาจเจอแจ๊กพอตยุบพรรคตัดสิทธิทางการเมืองเอาง่ายๆ ไม่มีใครอยากเสี่ยง
ตรงนี้เป็นไปได้หรือไม่ หาก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา จะใช้อำนาจตามระเบียบการประชุม พิจารณาว่า “ร่างกฎหมายไหนเป็นร่างกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ” และไม่บรรจุลงระเบียบวาระ เพื่อป้องกันความขัดแย้งทั้งนอกสภา และในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลเอง ซึ่งมันเป็นดุลพินิจของประธาน แต่ต้องมีเหตุผลที่รับฟังได้
ส่วนทางออกเกี่ยวกับ ม.112 นั้น ข่าวว่าสมัยรัฐบาลประยุทธ์ เคยตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนสั่งฟ้อง ซึ่งต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ นอกจากตำรวจด้วย ก็ไม่เห็นว่าจะทำอะไร หรือเอาจริง ม.112 นี่คนโดนฟ้องอาจไม่กี่คน เพียงแต่ใครโดนก็เอามากระพือข่าวซ้ำๆ กันไปเรื่อย ทำนองเป็นกฎหมายปิดปากประชาชน แต่คนอื่นเขาไม่เดือดร้อนด้วย?
ก็ขอฝากไว้เป็นโจทย์ประชาธิปไตย ที่ทุกเสียงต้องได้รับการรับฟัง รัฐบาลจะหาจุดลงตัวกับ ม.112 อย่างไร.



