เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ส.ส.พรรคก้าวไกล กว่า 100 คน ร่วม แถลงถึงกรณีการดำเนินการของ กตต. ในกรณีหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยนายชัยธวัช กล่าวว่า จากกรณีที่ประชุม กกต. ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของนายพิธา สิ้นสุดลงหรือไม่ จากเหตุที่มีชื่อถือครองหุ้นไอทีวี รวมทั้งมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยนั้น พรรคก้าวไกลเห็นว่าในกรณีนี้ กกต. ดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ระบุว่าเป็นการดำเนินการสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีทีผ่านมา ซึ่งเป็นคดีใดไม่ได้นอกจากคดีการกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่
นายชัยธวัช กล่าวว่า การที่ กกต. จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามมาตรา 82 นั้น ซึ่งไม่สามารถเทียบเคียงได้กับคดีเงินกู้ยุบพรรคอนาคตใหม่ เรายังยืนยันว่า กกต. ต้องปฏิบัติตามระเบียบให้ครบถ้วนดังที่กล่าวไปแล้วเสียก่อน ดังนั้นการที่ กกต. เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างรีบเร่ง ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหามายังนายพิธา และไม่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจงข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าเป็นเพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่ตัวเองกำหนดไว้ พรรคก้าวไกลเห็นว่ากรณีนี้จึงเท่ากับว่า กรณีนี้จึงเท่ากับว่า กกต. เลือกปฏิบัติตามระเบียบเพียงบางส่วน และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่ตนได้ตราขึ้นไว้เองให้ครบถ้วน ถูกต้อง อันอาจเป็นการกระทำผิด ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
นายชัยธวัช กล่าวว่า สุดท้ายในกรณีนี้มีข้อสังเกตได้ว่า ทำไม กกต. ถึงรีบเร่งดำเนินการในคดีหุ้นไอทีวีอย่างผิดปกติ ทั้งๆ ที่เรื่องหุ้นไอทีวีนี้ก่อนหน้านี้มีข้อพิรุธและมีข้อถกเถียงทั้งในสื่อมวลชนและสังคมอย่างกว้างขวางว่า ตกลงไอทีวียังดำเนินธุรกิจสื่ออยู่หรือไม่ มีขบวนการจงใจจัดทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นและเอกสารงบการเงินให้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ แต่ กกต. กลับรีบประชุมติดกัน 3 วัน ทันทีที่ได้รับเรื่องเพื่อเร่งสรุปให้ได้ว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่านายพิธา มีความผิดตามที่มีการยื่นคำร้องจริง
“ในเรื่องนี้ผมทราบมาว่าทาง กกต. ได้ เชิญผู้บริหารไอทีวีมาชี้แจงกับ กกต. แล้ว จริงหรือไม่ให้ กกต. ปฏิเสธ แล้วผู้บริหารไอทีวีที่ กกต. เชิญมาให้ข้อมูลนั้น ได้ให้ข้อมูลกับ กกต. ว่า ไอทีวีไม่ได้ดำเนินธุรกิจสื่อ ดังนั้นแม้ กกต. พยายามจะอ้างเหตุผลมากมายว่าไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายพิธา เพื่อให้นายพิธามาชี้แจงก่อน แต่คำถามคือในขณะที่ กกต. ยังมีเวลาเชิญไอทีวีไปชี้แจง แล้ว กกต. มีเหตุผลอะไรที่รับฟังได้ว่าจะไม่ยอมเสียเวลาให้นายพิธาได้รับทราบข้อกล่าวหาและมีโอกาสชี้แจงได้บ้าง เพื่อให้ กกต. สามารถพิจารณาข้อเท็จจริงได้อย่างรอบด้านเป็นธรรม นอกจากนี้ หากผู้บริหารไอทีวีได้ชี้แจงกับ กกต. แล้วจริงว่า ไอทีวีไม่ได้ดำเนินธุรกิจสื่อมวลชน กกต. ใช้หลักฐานอะไรที่นำไปสู่ข้อสรุปที่บอกว่า ตนเองเชื่อว่านายพิธา มีความผิดตามที่มีการยื่นคำร้องจริง เพื่อที่จะรีบเร่งให้ได้” นายชัยธวัช กล่าว
นายชัยธวัช กล่าวต่ออีกว่า ความรีบเร่งผิดปกติยังเห็นได้จากในช่วงเช้าที่ กกต. มีมติออกมา จากนั้นนายอิทธิพรก็รีบเซ็นเอกสารและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ กกต. ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที เพื่อให้ทันการประชุมตอนบ่ายประจำสัปดาห์ รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ถ้าหน่วยงานราชการไทยทำงานเร็วอย่างนี้ ทุกหน่วยงานประเทศชาติเจริญแน่นอน เช่นนี้มันอดไม่ได้ที่สังคมจะต้องคำถามกับ กกต. ว่า กกต. มีเจตนาที่จะส่งลูกให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมประจำสัปดาห์ทันทีในบ่ายวันนี้ เพื่อให้นายพิธาถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ให้ได้ภายในวันนี้ ก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. ใช่หรือไม่
นายชัยธวัช กล่าวว่า สุดท้ายตนอยากเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลายปีที่ผ่านมาโดยใช้นิติสงครามบทบาทของ องค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญถูกตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอดว่าตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งหรือไม่ กรณีที่เกิดขึ้นในวันนี้ และหลังจากนี้อีกไม่นาน จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ และเราในฐานะผู้แทนราษฎรของฝากเสียงเตือนจากประชาชนไปถึง กกต. และองค์กรอิสระทั้งหมดว่าท่านอย่าลุแก่อำนาจจนเกินขอบเขต วันใดวันหนึ่งเมื่อการเมืองกลับมาเป็นปกติประชาชนจะลงโทษพวกท่าน อย่างไรก็ตามไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ่ายวันนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส.ส.พรรคก้าวไกล รวมถึงเพื่อนสมาชิกอีก 7 พรรคการเมือง ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับการเสนอรายชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ คนที่ 30 ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ แม้จะชงลูกรับลูกกันอย่างรวดเร็ว เพื่อสั่งให้นายพิธายุติการปฏิบัติหน้าที่ นายพิธายังมีสิทธิ 100 เปอร์เซ็นต์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ และผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนที่อาจจะมีความกังวลใจ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจ เรายังยืนยันว่าความชอบธรรมที่สูงสุดคืออำนาจของประชาชน เราพรรคก้าวไกลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อเสียงของพี่น้องประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดจนสุดความสามารถ
เมื่อถามว่ากังวลว่าเรื่องนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ ส.ว. หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าเรื่องนี้เป็นขบวนการที่หวังผลทางการเมืองจริงๆ มีการบิดเบือนเจตนารมณ์ในการบังคับใช้กฎหมาย บิดเบือนระเบียบข้อบังคับต่างๆ ย่อมต้องหวังผลทางการเมือง แต่เราก็เชื่อว่าจะมี ส.ว. ที่มากเพียงพอ ที่มีสติมีความเป็นธรรม มีวิจารณญาณเห็นว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ ยังไม่สามารถเป็นบทสรุปได้ว่านายพิธามีความผิด กระบวนการยังไม่สิ้นสุดและยังไม่ใช่หน้าที่ของไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ มันเป็นคนละส่วนกันกับการโหวตเลือกนายกฯ หลังการเลือกตั้ง ยังเชื่อมั่นว่ายังมี ส.ว. ที่อยู่ข้างความถูกต้อง และยืนยันที่จะใช้เอกสิทธิ์ของตัวเอง เป็นไปตามเสียงของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้แสดงออกแล้วผ่านการเลือกตั้ง แน่นอนว่ามีบางส่วนบางฝ่ายพยายามที่จะใช้เรื่องนี้ หรือไม่ ก็เรื่องอื่นเต็มไปหมดตลอดเวลาในการอ้างเหตุผลว่าจะไม่เลือกนายพิธา เป็นนายกฯ อ้างเพื่อจะบอกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของประชาชน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นเหตุให้เกิดการเลื่อนโหวตนายกฯ และเชื่อมั่นในประธานรัฐสภาที่จะมีหลักที่ชัดเจน
เมื่อถามว่าจะมีการพิจารณาดำเนินคดีกับ กกต. หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ คงต้องดูรายละเอียดของเอกสารหลายๆ อย่างด้วย แต่กำลังพิจารณาอยู่ เราเห็นว่าเป็นการกระทำการขัดต่อระเบียบ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เมื่อถามว่ามองว่าการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของ กกต. จะเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า เราก็เฝ้าดูอยู่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า กกต. พยายามจะอ้างบรรทัดฐานการวินิจฉัยจากคดีเงินกู้ยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ตนยืนยันว่ามันไม่สามารถจะเทียบเคียงกันได้ เพราะโดยข้อเท็จจริงรวมทั้งข้อปฏิบัติในทางกฎหมายมันไม่เหมือนกันเลย
เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทางพรรคก้าวไกลมีแผนอย่างไร นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่มีแผนอะไร เดินตามเดิมก็คือไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งวินิจฉัยอย่างไร นายพิธามีสิทธิถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตามกฎหมายในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ และจะสามารถเสนอชื่อนายพิธาในรัฐสภาได้เหมือนเดิม แน่นอนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนที่หวังมากที่สุดคือพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างนอก เรายังหวังว่าสิ่งที่ผิดปกติจะไม่เกิดขึ้น กระบวนการนิติสงครามที่ค้านสายตาประชาชนมาโดยตลอด 10 กว่าปีจะไม่เกิดขึ้นอีก
เมื่อถามถึงกรณีที่อาจจะมีการชุมนุมลงถนนของประชาชนหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนตอบแทนประชาชนไม่ได้ เมื่อถามกรณีที่เกิดขึ้นเป็นการวนลูปเหมือนกับที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าเคยโดนหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนเชื่อว่ามีบางฝักบางฝ่ายต้องการให้เป็นแบบนั้นโดยไม่เห็นแก่บ้านเมือง และไม่เห็นหัวประชาชน หลังจากนี้เราในฐานะ ส.ส. ที่ได้รับมอบหมายและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะทำงานอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุดในการปกป้องเสียงของพี่น้องประชาชน
“คิดว่าวันที่ 13 ก.ค. จะเป็นโอกาสและทางแยกของสังคมไทยว่าเราจะวนกลับไปสู่การเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชนเหมือนเดิม หรือเป็นโอกาสที่เราจะคืนความปกติให้กับระบอบประชาธิปไตยของไทย และพาประเทศไทยไปข้างหน้า ผู้มีอำนาจมีโอกาสที่จะเลือก และตนเชื่อว่าคราวนี้ประชาชนจะไม่ยอม” นายชัยธวัช กล่าว.



