วันที่ 25 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยขณะร่วมปาฐกถาในงานสัมมนา จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ได้เดินทางไปในหลายประเทศ โดยล่าสุดไปจีน และได้พาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ไปด้วย โดยไปพบกับบริษัทยักษ์ใหญ่จีน ซึ่งในอดีตไม่ค่อยได้ทำ การเดินทางครั้งต่อไป จะมีนักธุรกิจ โดยเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งรัฐบาลจะไม่อายที่จะพานักธุรกิจไป เพื่อเชิญนักลงทุนเข้ามา และจะเร่งเจรจา FTA ให้สัมฤทธิผล
สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันว่า เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ โดยไม่อยากให้ประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น จีน มองไทยเป็นแค่ทางผ่านของการส่งออกสินค้า อยากให้มองไทยเป็นฮับของการสร้างโรงงาน มาส่งออกสินค้าของเขาที่ไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโรงงานผลิตอีวีจากประเทศจีนสูงที่สุดในภูมิภาค แสดงถึงศักยภาพของไทยที่มีมาตรการสนับสนุนทางด้านภาษี ทักษะ การบริหารจัดการ ทรัพยากรต่างๆ อินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของนักลงทุน เนื่องจากไทยมีโรงเรียนนานาชาติค่อนข้างมาก และมีเฮลท์แคร์ ที่จะรองรับนักลงทุนต่างๆ
“ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องการการโฆษณา และอธิบายว่าเรามีอะไรดีๆ เพื่อเชิญให้มาลงทุนในประเทศไทย เรามีอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เราต้องเป็นทีมไทยแลนด์เพื่อออกไปพูดคุย” นายเศรษฐา กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยในระยะยาวมีโครงการแลนด์บริดจ์ โดยรัฐบาลต้องการกระตุ้นให้ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน และมั่นใจว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะทำให้ช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าทางเรือได้เป็นอย่างมาก รวมถึงจะทำให้โลจิสติกส์ทั่วโลกดีขึ้น ทำให้เมืองไทยน่ามาลงทุน
นายเศรษฐา กล่าวว่า ในเดือน พ.ย. นี้ มีแผนจะไปประชุม APEC ซึ่งจะเชิญนักธุรกิจไทยและหอการค้าไทยไปด้วย โดยจะให้บีโอไอ เชิญนักธุรกิจข้ามชาติมาเจอ เพื่อทำ Business Matching และยังได้มีข่าวดีว่า ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิ้ลมาคุยด้วย ถือเป็นเรื่องที่ดี ในช่วงที่ผ่านมาที่เดินสายไปยังประเทศต่างๆ เพื่อบอกว่า ประเทศไทยเปิดแล้ว สำหรับรองรับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาว



