เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ซึ่งจะยกเว้นโทษทางการเมืองให้กับผู้ร่วมชุมนุมทางการเมือง แต่จะไม่รวมถึงผู้ที่มีคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีการทุจริตคอร์รัปชั่น ว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยเวลานี้ สส. ของแต่ละพรรคมีสิทธิที่จะคิดหรือเสนอกฎหมายอะไรก็ได้ เวลาที่จะมีการเสนอกฎหมายนั้น มีกระบวนการอยู่ 2 ทาง คือ 1.ที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยภายในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ว่าร่างกฎหมายของแต่ละพรรคนั้น มีเนื้อหาสาระเป็นอย่างไร เหมือนกันหรือไม่ หรือจะนำมาประกบรวมกันได้อย่างไร และ 2.เมื่อแต่ละพรรคและวิปรัฐบาลพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องนำมาหารือกับรัฐบาลว่ารัฐบาลมีอะไรที่ขัดข้องหรือเห็นต่างหรือไม่ ดังนั้นขณะนี้ถือว่าอยู่ในกระบวนการดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมายอีกหลายฉบับที่แต่ละพรรคจะนำเสนอมาให้รัฐบาล ถ้ากฎหมายฉบับใดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลก็จะต้องนำมาพูดคุยกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากร่างกฎหมายของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีเนื้อหาเหมือนกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะนำเสนอโดยพรรคเพื่อไทย จะใช้ร่างกฎหมายของพรรคใดเป็นตัวหลัก หรือจะแนบทั้งสองร่างไปด้วยกัน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนั้น เหมือนกันหรือไม่ จะต้องรอเอาของจริงมาดูร่วมกัน ทั้งนี้ แต่คิดว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะนำเสนอเป็นร่างของรัฐบาล ก็ต้องพูดคุยกันและจัดทำให้มีร่างเดียว แต่ก็ต้องคำนึงว่าจะมีปัญหาหรือมีผลอะไรหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันของพรรคร่วมรัฐบาล
นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ความชัดเจนจริงๆ ต้องรอวันที่ 25 ธ.ค. นี้ ซึ่งจะมีการประมวลความเห็นทั้งหมดของ สส. และ สว. รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ โดยคณะกรรมการจะประชุมสรุปในวันดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าจะจบทุกอย่าง โดยจะนำข้อสรุป และความเห็นที่แตกต่างเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์แรกที่มีการประชุม ครม. หลังจากหยุดปีใหม่ จากนั้น ต้องรอดูว่า ครม. จะมีมติอย่างไร เพราะเรื่องที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง และมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในสภา เพราะหาก ครม. เสนอไปเอง อาจเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าเรื่องยังไม่เกิดขึ้น และไม่รับวินิจฉัย



