เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะ กมธ. เป็นประธานในการประชุม ได้มีการพิจารณากรณีคำร้องของนายวัชระ เพชรทอง ที่ขอให้ทาง กมธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจจริงหรือไม่ โดยได้เชิญ พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม มาชี้แจง ซึ่ง พ.ต.ต.ทวี ได้มอบหมายให้นายสิทธิ สุทธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชฑัณฑ์ เป็นผู้มาชี้แจงแทน นอกจากนี้ ยังมีนายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ, นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รักษาการทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์, นายเอกอิศร์ ทองเนื้อดี นักทัณฑวิทยาการพิเศษกองทัณฑวิทยา, นายชตฤณ พลอยคำ นักทัณฑวิทยาการพิเศษกองทัณฑวิทยา, น.ส.ขนิษฐา โชติจันทร์ นิติกรชำนาญการพิเศษ กองกฎหมาย, นายปริญญา สร้อยสน พญาบาลวิชาชีพชำนาญการ รักษาการนักวิชาการชำนาญการพิเศษ กองบริการทางการแพทย์, พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ นายแพทย์ (สบ 7) โรงพยาบาลตำรวจ และนายวัชระ เพชรทอง ในฐานะผู้ร้อง เข้าชี้แจงด้วย
โดยก่อนเริ่มการประชุม นายวัชระ ได้ขออนุญาตประธานเพื่ออภิปรายในที่ประชุมต่อหน้าสื่อสื่อมวลชน ก่อนที่ พล.ต.ต.สุรพล บุญมา สส.นครนายก พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ. ได้แย้งว่า ขอให้การประชุมเป็นเรื่องลับ ไม่อยากให้สื่อมวลชนรับฟัง ให้รอการแถลงทีเดียว พร้อมทั้งขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้นายวัชระ อภิปรายก่อนหรือไม่ โดยนายชัยชนะได้วินิจฉัยว่า ขอให้นายวัชระได้แถลงก่อนที่จะให้มีการประชุมภายใน
จากนั้นนายวัชระได้กล่าวว่า วันนี้ตนแขวนพระของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่ พล.ต.ต.สุรพล จะขัดกลางที่ประชุมว่า ขอให้เข้าประเด็น เอาเรื่องจริงมาพูด ไม่ต้องใช้โวหาร มีอะไรพูดกันตรงๆ ให้สื่อมวลชนทราบ
นายวัชระ จึงกล่าวว่า ตนในฐานะผู้ร้องเรียน ได้ขอให้ กมธ. สืบหาข้อเท็จจริงว่า 1.นายทักษิณรักษาตัวอยู่ตลอดเวลาจริงหรือไม่ 2.การที่นายทักษิณออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่โรงพยาบาลตำรวจ ในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ขอถามว่านายแพทย์ที่รักษานายทักษิณ ได้มีการตรวจจริงหรือไม่ มีความจำเป็นที่จะต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจใช่หรือไม่ นอกจากนี้ การก้าวเท้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีกล้องวงจรปิดทุกตารางนิ้วนั้น ตนขอให้มีการทำเป็นวิดีโอนำส่งต่อ กมธ. ซึ่งเมื่อนายทักษิณไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ปรากฏว่ากล้องวงจรปิดเสียทุกชั้นทุกห้องตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงไม่มีภาพมายืนยันให้กับสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ให้การยืนยันต่อ กมธ. ว่า ผู้คุมของนายทักษิณได้รายงานตลอดทุก 2 ชั่วโมง

นายวัชระ กล่าวอีกว่า นายทักษิณไม่ได้มีการลงทะเบียนประวัตินักโทษ ตามแบบฟอร์ม ท.ร.101 เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้คุมชั้นผู้น้อยเกรงกลัว ไม่กล้าสอบถาม และผู้บังคับบัญชาไม่ได้สั่งการให้นายทักษิณ กรอกใบทะเบียนประวัติเหมือนกับนักโทษคนอื่น ถามว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีข้อยกเว้นอะไร เพราะในใบนั้นมีทั้งหนังสืออายัดตัวผู้ต้องขัง การอภัยโทษ การพักโทษ และเจ้าพนักงานทะเบียนต้องลงชื่อ เป็นไปได้อย่างไรที่นักโทษคนนี้ไม่ต้องกรอกประวัติ ซึ่งเรื่องนี้ รมว.ยุติธรรม ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพราะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157
จากนั้นนายวัชระ ได้ขออนุญาตประธานเปิดคลิปวิดีโอในที่ประชุมต่อหน้าสื่อมวลชน แต่นายชัยชนะ ไม่อนุญาต พร้อมกล่าวว่า เอกสารที่นายวัชระ ขอผ่านประธานและ กมธ. นั้น ทาง กมธ. จะทำหนังสือแจ้งต่อหน่วยงาน และแจ้งกลับไปยังนายวัชระ
ต่อมานายชัยชนะ ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ว่า ในที่ประชุมได้ข้อสรุปมาดังนี้ 1. เรื่องการวินิจฉัยให้นายทักษิณ รักษาตัวที่ รพ. ใดนั้น เป็นความเห็นของแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ ว่ามีอาการป่วยอะไรบ้าง อย่างโรคไวรัสตับอักเสบบี และนายทักษิณ มีอาการแน่นหน้าอกช่วงกลางดึก ซึ่งเป็นผลมาจากที่นายทักษิณเคยติดโควิดมาก่อน ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับปอด แพทย์จึงมีความเห็นว่า ให้ส่งตัวนายทักษิณไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ 2. เงินที่ใช้รักษาตัวนายทักษิณนั้น เป็นการใช้สิทธิตามสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และทางกรมราชทัณฑ์แจ้งว่า หากใช้เกินสิทธิที่ สปสช. กำหนด ผู้ต้องขังมีสิทธิจ่ายเงินส่วนต่างได้ ตนจึงถามกลับไปว่า มีระเบียบข้อไหนที่ระบุว่าสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ ก็ขอให้กรมราชทัณฑ์ส่งเอกสารกลับมายัง กมธ.
นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า 3. ขอให้กรมราชทัณฑ์ส่งเอกสารข้อมูล ภาพถ่ายผู้คุมที่ปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่นายทักษิณออกจากเรือนจำกรุงเทพฯ และ รพ.ตำรวจ รวมทั้งการผลัดเปลี่ยนเวรต่างๆ ว่ามีจำนวนผู้คุมเท่าไหร่ 4. ทางกรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงกับเราว่า ให้ดูใบกรอกประวัติอิเล็กทรอนิกส์ ว่านายทักษิณได้กรอกข้อมูลเบื้องต้น ก่อนเข้ารับโทษที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างถูกต้องเรียบร้อย แต่ทางผู้ร้องได้ระบุว่า ให้นำใบกรอกกระดาษ รท.101 มาด้วย ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ก็จะรวบรวมส่งเอกสารให้เราต่อไป 5. ทาง กมธ. มีมติว่า จะเดินทางไปยัง รพ.ตำรวจ ในเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ม.ค. ก่อนวันเด็กแห่งชาติเพียง 1 วัน แต่หากในวันนั้นตรงกับการประชุม ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน
เมื่อถามว่า หาก กมธ. เดินทางไป รพ.ตำรวจ จะเชิญ พ.ต.ต.ทวี ไปด้วยหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ข้อมูลที่เราได้ในวันนี้ถือว่าครบถ้วนพอสมควร ส่วนเรื่องระเบียบที่ทางราชทัณฑ์ยังชี้แจงไม่ได้ ตนจึงบอกว่าให้ส่งเป็นเอกสารมา เมื่อได้เอกสารมาเราจะได้เห็นความกระจ่างทั้งหมด
นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า นายณัฐพงษ์ สุมโสธรรม กมธ.การตำรวจ นายวัชระ และ จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล รองประธาน กมธ. ได้ขอว่าระเบียบและกฎกระทรวงที่ประกาศใช้ในการที่ผู้ต้องขังถูกจำขัง 120 วัน มีขั้นตอนในการขอเพื่อไปคุมขังนอกเรือนจำอย่างไร คณะกรรมการมีการพิจารณาหลักเกณฑ์อย่างไร และนักโทษประเภทใดบ้างที่เข้าข่ายการพิจารณาให้คุมขังนอกเรือนจำ
ส่วนกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีนักโทษที่เข้าข่ายประมาณ 1 หมื่นคนนั้น ตนยังตอบไม่ได้ และไม่ทราบว่ามีกี่คน เพราะต้องดูเอกสารก่อนว่า มีหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างไร และนักโทษที่เข้าข่ายมีจำนวนเท่าไหร่
เมื่อถามถึงการลงพื้นที่ในวันที่ 12 ม.ค. 2567 จะมีการตรวจสอบอะไรบ้าง นายชัยชนะ กล่าวว่า ดูทั้งหมด ทั้งการรักษาตัว การปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่เป็นผู้ต้องขังของโรงพยาบาลตำรวจ ว่าพักรักษาตัวที่ห้องใด ตึกใด และมีขั้นตอน มาตรการควบคุมผู้ต้องขังอย่างไร ส่วนจะไปชั้น 14 ด้วยหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ไปทุกชั้นที่มีผู้ต้องขังอยู่ เพราะเราไปศึกษาดูงาน
เมื่อถามว่า หากโรงพยาบาลตำรวจไม่ให้เข้าชั้น 14 โดยอ้างว่าเป็นสิทธิของผู้ป่วย นายชัยชนะ กล่าวว่า เราจะทำหนังสือแจ้งไปที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเดินทางไปสืบหาข้อเท็จจริงให้สังคมไทยหายสงสัย ก็เป็นสิทธิของโรงพยาบาลตำรวจที่จะตอบว่า จะอนุญาตแค่ไหน ตนไม่อาจก้าวล่วงได้
เมื่อถามอีกว่า ถ้า รพ.ตำรวจ ไม่อนุญาต กมธ. มีสิทธิทำอะไรหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวย้ำว่า ก็เป็นสิทธิของโรงพยาบาลตำรวจที่จะต้องตอบสังคมให้ได้ว่า เพราะอะไร มีเหตุผลอะไรบ้าง
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า ในวันที่ 12 ม.ค. 2567 นายทักษิณจะยังอยู่ที่ รพ.ตำรวจ นายชัยชนะ กล่าวว่า “ผมไม่ใช่เทวดาที่จะตอบได้ ถูกไหมครับ ถ้าผมเป็นเทวดา ผมจะตอบได้ว่า จะอยู่หรือไม่อยู่ แต่ 12 ม.ค. ต้องขึ้นอยู่ที่ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบ จะให้สิทธิกับนักโทษคนใด อย่างไร แต่ถ้าผมไปตอบว่าผมตอบว่าอยู่ แต่เกิดไม่อยู่ ผมก็เสียหน้า ตอบว่าไม่อยู่ แต่เกิดอยู่ ผมก็เสียหน้า เพราะฉะนั้นผมยังไม่ตอบ ผมไม่ได้เป็นซูเปอร์แมนที่เนรมิตให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้”
เมื่อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน กมธ. ได้คลายข้อสงสัยตรงนี้หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ก็ยังไม่คลาย เพราะต้องรอเอกสารที่กรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า ผู้ต้องหาใช้บัตรทองในการรักษาตัว ซึ่งเมื่อเกินสิทธิบัตรทอง มีระเบียบข้อใดรองรับ ให้สามารถใช้เงินของครอบครัวได้หรือไม่ ถ้ามีรองรับ เราก็จะได้ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทราบว่า “ถ้านายเอ อยากใช้สิทธิเหนือนักโทษคนอื่น ก็สามารถใช้ได้ แต่ใช้เงินตัวเอง”.



