นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้รวมตัวกันของธนาคารรัฐจัดมาตรการแบงก์รัฐลดก่อน ผ่อนภาระประชาชน เพื่อช่วยลดหรือตรึงดอกเบี้ย พร้อมทั้งจัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยช่วยลดภาระประชาชนแล้วไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท และหลังจากนี้กระทรวงการคลังยังได้เตรียม 5 โครงการสินเชื่อสถาบันการเงินของรัฐ เสนอ ครม.ช่วงต้นเดือนเม.ย.67 เพื่อดูแลประชาชนเพิ่มเติม ได้แก่ 1. สินเชื่ออิกไนท์ ไทยแลนด์ ดำเนินการผ่านธนาคารออมสิน สนับสนุนให้เอสเอ็มอีอุตสาหกรรมตามวิสัยทัศน์เข้าถึงสินเชื่อ อาทิ กลุ่มศูนย์กลางการท่องเที่ยว สินเชื่อศูนย์กลางการแพทย์ และศูนย์กลางอาหาร 

2.โครงการสินเชื่อฉุกเฉิน สำหรับผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอยู่กว่า 13 ล้านคน โดยธนาคารออมสินได้เตรียมวงเงินไว้ให้ผู้มีสิทธิดังกล่าวเข้าถึงสินเชื่อเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ 3.สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 4.สินเชื่อที่อยู่อาศัย จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ 5.สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการส่งออก จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

“การรวมตัวของแบงก์รัฐเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในครั้งนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณไปถึงธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ให้หันมาช่วยเหลือลูกหนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย การพักหนี้ การช่วยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยลดภาระให้ประชาชน เพิ่มสภาพคล่องมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการลดดอกเบี้ย 0.25% จะช่วยสนับสนุนการบริโภคเพิ่มขึ้น 0.15% และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น 0.16%”

นายพรชัย กล่าวว่า ในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนต้องอาศัยการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเริ่มเห็นสัญญาณหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงินของรัฐที่ดูแลด้านที่อยู่อาศัย และเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 7%

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีการประชุมวันที่ 10 เม.ย.67 คณะกรรมการต้องประมวลตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงให้ครบถ้วน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจในทิศทางที่ทำให้นโยบายการเงินมีการผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

“ตลาดได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่า ปีนี้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง แต่ไม่ทราบว่าจะลดในครั้งใด แต่หากลดในครั้งนี้ไว้ ภาคเอกชนก็มีเวลาเตรียมตัว วางแผนได้ ขณะเดียวกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยลด จะนำเงินบางส่วนไปประกอบอาชีพ และลงทุนต่างๆ ได้ ทำให้เศรษฐกิจในปี 67 กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และมีผลต่อเนื่องไปถึงปี 68 ต่อไป”