ที่ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 67 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์ นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. น.ส.สุภาพรรณ เตียพิริยะกิจ อัครราชทูตที่ปรึกษา ณ กรุงลิสบอน เข้าร่วมประชุมและหารือข้อราชการกับ ดร.อานา โพโว ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโปรตุเกส และ ดร.ชูเอา กูเลา ประธานสถาบันเพื่อพฤติกรรมเสพติดและการพึ่งพายาเสพติดของโปรตุเกส ณ สถาบันเพื่อพฤติกรรมเสพติดและการพึ่งพายาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข ประเทศโปรตุเกส

พ.ต.อ.ทวี กล่าวชื่นชมโปรตุเกสโมเดล ซึ่งประเทศไทยได้ศึกษาและนำมาเป็นพื้นฐานของการยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดของไทย โดยยึดหลักการผู้เสพเป็นผู้ป่วย และได้รับการบำบัดโดยกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นนี้อยู่ จึงอยากศึกษาแนวทางของโปรตุเกส ทั้งการบำบัดผู้ติดยาเสพติดที่เป็นกลุ่มผู้ต้องราชทัณฑ์ และกลุ่มผู้ถูกคุมประพฤติ

ส่วนผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโปรตุเกส ได้เน้นย้ำความสำคัญของการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ตลอดทั้งกระบวนการบำบัดรักษา การลดการใช้ยาเสพติด และการเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม โดยการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สำเร็จได้ จะต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยได้ให้ความสนใจสอบถามโปรตุเกสในหลายประเด็น โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโปรตุเกสได้ตอบข้อซักถามต่างๆ อาทิ 1) สถานภาพของกัญชา : ในโปรตุเกสใช้กัญชาได้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น 2) ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำบัดผู้ติดยาเสพติด : รัฐบาลรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 80% ครอบครัว 20% แต่หากครอบครัวไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ ก็จะมีองค์กรภาคประชาสังคมให้ความช่วยเหลือ 3) ข้อห่วงกังวลในการดำเนินงาน : โปรตุเกส ยังคงมีความกังวลกับสารเสพติดที่อุบัติใหม่ และการกำหนดเกณฑ์เพื่อแบ่งแยกระหว่างการมีไว้เพื่อเสพ และการมีไว้เพื่อจำหน่าย 4) สัดส่วนของการใช้งบประมาณ : ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดจำนวนผู้ติดยาเสพติด เนื่องจากหากมีผู้ติดยาเสพติดน้อยลง การใช้งบประมาณในการบำบัดรักษาก็จะลดลง และคุณภาพของการบำบัดจะดีขึ้น

หลังจากนั้น พ.ต.อ.ทวี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังเรือนจํากลางกรุงลิสบอน เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการบริหารงานในเรือนจำ และระบบจัดการนักโทษ โดยมีนายโรมูโล มาเธอุส ผอ.ฝ่ายการบริการเรือนจำและการฟื้นฟูทางสังคมให้การต้อนรับ พร้อมทั้งได้ให้ข้อมูลสภาพทั่วไปของเรือนจำว่า เรือนจำกลางกรุงลิสบอน สร้างขึ้นเมื่อปี 1873 ปัจจุบันมีอายุกว่า 151 ปี สำหรับผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศมี 80 แห่ง ผู้ต้องขังรวมจำนวน 11,280 คน ซึ่งส่วนมากเป็นความผิดฐานค้ายาเสพติด ฉ้อโกง และลักทรัพย์ตามลำดับ

สำหรับมาตรการบำบัดผู้ต้องราชทัณฑ์ในเรือนจำที่นี่ ซึ่งมีการดำเนินการมากว่า 31 ปีแล้ว ในเบื้องต้นจะรับบำบัดทั้งผู้ติดยาเสพติดและผู้ติดแอลกอฮอล์ โดยผู้เข้ารับการบำบัดต้องเซ็นสัญญาและข้อตกลง อาทิ ไม่แอบใช้สารเสพติด และจะอยู่ในระเบียบวินัย เป็นต้น จากนั้นผู้ต้องราชทัณฑ์จะเข้าสู่โมเดลบำบัด ซึ่งใช้เวลา 18 เดือน

แบ่งเป็น 1) การปรับตัว 7 เดือน 2) การรับผิดชอบตัวเอง 5 เดือน 3) การใช้ชีวิตและอบรมต่าง ๆ 3 เดือน 4) การกลับเข้าสู่สังคม 3 เดือน นอกจากนั้น ยังมีกระบวนการในการฝึกวินัยและพัฒนาพฤตินิสัยควบคู่กันไปอีกด้วย ได้เข้าดูสภาการบำบัดจริงในเรือนจำ ห้องพักที่อยู่ห้องละ 3 คน เน้นการรักษาความสะอาดทั้งห้องนอน ห้องน้ำ สถานที่กิจกรรมประจำวันต้องรักษาความสะอาด และมีทีมสหวิชาชีพให้คำปรึกษาประชุมติดตามพฤติกรรมของผู้ถูกบำบัดเป็นรายบุคคลเป็นประจำตลอดโปรแกรม 1 ปี 6 เดือน