เมื่อวันที่ 22 พ.ค. เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ทรงจุดเทียนรุ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชอุทิศจุดบูชาพระรัตนตรัย แล้วทรงนำสวดมนต์ทำวัตรเย็น สวดคาถาถวายเป็นพุทธบูชา แล้วทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยพระมหาเถระ และพระเถรานุเถระ ได้แสดงพระธรรมเทศนา 13 กัณฑ์ ประกอบด้วย 1. ปกิณณกกถา โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ 2. บูชาและชาติกถา โดยพระจุลคณิศร 3. ทุกกรกิริยาและอภิสัมโพธิ โดยพระมหาคณิศร 4. ติอุทานคาถา โดยพระปริยัติวชิรกวี 5. สุขอุทานคาถา โดยพระครูวิจารณ์ธุรกิจ 6. เทศนาธิษฐานและธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โดยพระครูวินัยธร โอภาส โอภาโต 7. อนัตตลักขณสูตร โดยพระครูสังฆวิธาน 8. จาริกากัณฑ์ โดยพระครูอมรสรนาท 9. อาทิตตปริยายสูตร โดยพระมหาปริณ ภูริวํโส 10. เวทนาปริคคหสูตร โดยพระมหายุทธนา ธีรยุทฺโธ 11. พุทธกิจจกถา โดยพระมหาเตชินท์ อินฺทเตโช 12. ปรินิพพานกถา โดยพระมหาเกรียงศักดิ์ กิตฺติปุญโญ และ 13. เอตตาวตากถา โดยพระเทพวัชรเมธี สลับสวดคาถาธรรมบรรยายโดยสรภัญญวิธี โดย พระมหายุทธนา พระมหาเตชินท์ พระมหาเกรียงศักดิ์ พระยุรนันทร์ พระพลวิษณ์ พระวุฒิชัย และสามเณรโอภาสภัทท์ เพื่อพุทธศาสนิกชนได้สดับตลอดราตรีนี้จนตลอดรุ่ง ตามธรรมเนียมวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีเดินเทียน เจริญพระพุทธมนต์ และฟังพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2567 ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยมี นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายราชันย์ หุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายมานะ สิมมา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายบูรณิศ ยุกตะนันท์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด ผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นางชุลีพร เตรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานแม่บ้านกรมการปกครอง นางกัญญา จุนถิระพงศ์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยข้าราชการ พนักงาน บุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และพุทธศาสนิกชน ร่วมประกอบพิธีอย่างเนืองแน่น

นายสุทธิพงษ์ วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ทางจันทรคติ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนจึงถือเป็นประเพณีสำคัญในการบำเพ็ญกุศล ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้ “วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก” ตามมติที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ เมื่อเดือนธันวาคม 2542 ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเมตตาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งต่อมาเรียกว่า “วันวิสาขบูชา”

“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นจุดมุ่งหมายในการดำเนินการขององค์การสหประชาชาติ ทั้งนี้ ประเทศไทย และคณะสงฆ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของวันวิสาขบูชาที่เป็นวันสำคัญสากลของโลก เนื่องจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ทรงปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา และทรงกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชาเป็นพระราชพิธีสำคัญที่ทรงถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปีตลอดมา” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า เนื่องในดิถีวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2567 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมตตาประทานพระคติธรรม ความโดยสังเขปว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถึงพร้อมด้วยพระบริสุทธิคุณ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และทรงถึงพร้อมด้วยพระมหากรุณาคุณ สั่งสอนเวไนยสัตว์ให้บรรลุถึงสุขประโยชน์ ตามควรแก่ธัมมานุธัมมปฏิบัติได้ ทั้งนี้ ก็ด้วยพระปัญญาคุณ จึงควรที่สาธุชนทั้งหลาย จักได้มุ่งมั่นเจริญ “ไตรสิกขา” ตามรอยพระบาทของพระบรมศาสดา เพื่อความสมบูรณ์พร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา บนวิถีแห่งอริยมรรค ขอจงอย่าประมาทมัวเมา เผลอปล่อยเวลาในชีวิตให้ล่วงผ่านไปเปล่าดาย โดยปราศจากการอบรมเจริญไตรสิกขา หากแต่ควรตระหนักไว้เสมอว่าชีวิตมนุษย์เป็นของน้อย มรณภัยอาจมาถึงได้ทุกขณะ ไม่จำกัดเฉพาะแต่เมื่อถึงวัยแก่เฒ่าแต่เท่านั้น ถ้าปล่อยขณะให้ผ่านไปโดยปราศจากศีล สมาธิ และปัญญา ชีวิตนี้ก็นับว่าไร้ค่า น่าเสียดาย เพราะฉะนั้น การระลึกถึงความตาย หรือการเจริญ “มรณัสสติ” จึงนับเป็นมงคล เป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญ มิใช่เรื่องน่าหดหู่เศร้าหมอง หากแต่เป็นเครื่องช่วยระงับความโลภ ความโกรธ และความหลงให้สงบลง ทั้งยังช่วยปลุกเร้าจิตใจให้เบิกบานหาญกล้าที่จะบำเพ็ญคุณความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อบุคคลรู้จักปล่อยวางจากการยึดถือสิ่งทั้งปวงว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา บุคคลนั้นย่อมประสบสันติในใจตนเอง และย่อมแผ่ขยายอานุภาพ ไปเกื้อกูลสันติภาพในครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ต่อไป…ดิถีวิสาขบูชาปีนี้ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ตั้งปณิธานให้แน่วแน่ ในอันที่จะพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา ให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเปิดโอกาสให้สันติสุขที่แท้จริง มาสถิตในจิตใจตนและในสังคม สมด้วยพระพุทธานุศาสนีที่ว่า “กาลทั้งหลาย ย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลาย ย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด”