ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าปลีก โชห่วย และบรรดานักสูบบุหรี่ ได้ออกมาร้องเรียนปัญหาบุหรี่ขาดตลาด และราคาแพงอย่างหนัก หลังการยาสูบแห่งประเทศไทย ได้แจ้งหยุดส่งสินค้าให้กับร้านค้าเป็นการชั่วคราว จนทำให้ตลาดมืดมีการฉวยขึ้นราคาบุหรี่ซอง 60 บาท เป็น 65-70 บาท

ล่าสุด การยาสูบแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า การยาสูบฯ ได้หยุดส่งบุหรี่ให้กับร้านค้าส่งตั้งแต่ 1 ต.ค.64 ที่ผ่านมา เนื่องจากระบบสายพานของเครื่องจักรผลิตชำรุด ประกอบกับเปิดให้พนักงานลาพักร้อน ทำให้ไม่สามารถผลิตบุหรี่ออกมาจำหน่ายและต้องหยุดส่งชั่วคราว และคาดว่าหลังจากนี้จะใช้เวลาซ่อมแซมเครื่องจักรอีกประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะกลับมาผลิต และจำหน่ายบุหรี่ได้อีกครั้งช่วง 15-16 ต.ค.นี้ พร้อมกับปรับขึ้นราคาแนะนำขายปลีกใหม่ด้วย

บุหรี่ขาดตลาดหนัก ตลาดมืดฉวยขึ้นราคาซองละ 70 ผู้ผลิตแจ้งหยุดส่งของ

“ที่ผ่านมาการยาสูบฯ ได้จัดส่งบุหรี่ให้กับร้านค้าส่งเป็นปกติจนถึง 30 ก.ย.นี้ ซึ่งบุหรี่ทั้งหมดยังเป็นของราคาเก่าอยู่ ดังนั้นควรจะขายปลีกในราคาเดิม แต่หากเครื่องจักรซ่อมเสร็จและกลับมาผลิตได้ ก็จะเป็นบุหรี่ลอตใหม่และเสียภาษีในอัตราใหม่ ซึ่งราคาจะสูงขึ้นแน่ แต่จะแพงขึ้นซองเท่าไรยังไม่ทราบ ต้องรอการพิจารณาการแข่งขันด้านการตลาดก่อน แต่ราคาต้องขึ้นแน่นอนตามภาษีบุหรี่ใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้น”

นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า ขณะนี้ประสบปัญหาบุหรี่ขาดตลาดมา 1-2 สัปดาห์แล้ว ทำให้ร้านค้าส่งที่กักตุนของไว้อยู่ มีการฉวยขึ้นราคา เช่น บุหรี่ซอง 60 บาท ก็ขายส่งกันคอตตอน 630-650 บาท และต้องมาขายปลีกซอง 67-70 บาท และหากบุหรี่ขาดตลาดนานมากขึ้น ก็จะยิ่งซ้ำเติมให้ฉวยขึ้นราคาเกินซอง 70 บาทได้ รวมถึงอาจเป็นช่องโหว่ให้บุหรี่เถื่อนเข้ามาทำตลาดขายได้ด้วย 

ด้านนายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดแจ้งขอขึ้นราคาขายปลีกบุหรี่มาให้กรมพิจารณา ดังนั้นบุหรี่ทั้งหมดจะต้องขายในราคาเดิม ส่วนปัญหาผู้ผลิตแจ้งหยุดส่งบุหรี่จนทำให้บุหรี่ขาดตลาด และมีการแอบขึ้นราคานั้น กรมฯ จะลงไปตรวจสอบ พร้อมกับเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้เอง ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดบนแสตมป์ซองบุหรี่ ถ้าพบเป็นบุหรี่ลอตเก่าที่เสียภาษีก่อนวันที่ 1 ต.ค.64 จะต้องขายในราคาเดิม ถ้าใครฉวยโอกาสขึ้นราคาจะมีความผิดทางกฎหมาย ซึ่งสามารถร้องเรียนมาได้ที่สายด่วน กรมสรรพสามิต โทร. 1713 หรือสายด่วนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโทร. 1166