สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ว่า ทำเนียบรัฐบาลเยอรมนีออกแถลงการณ์ว่า นายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยการสนทนาดังกล่าว ที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ถือเป็นการพบหารือทางโทรศัพท์ครั้งแรกในรอบสองปี ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ
ขณะที่แหล่งข่าวของทางเยอรมนีให้ข้อมูลว่า โชลซ์ประณามการที่กองทัพรัสเซียโจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของประชาชนในยูเครน ไม่ว่าจะเป็นกระแสไฟฟ้าและน้ำประปา และกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ว่าการที่เกาหลีเหนือส่งทหารเข้ามาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน เป็นการยกระดับและขยายขอบเขตความรุนแรงของสงครามครั้งนี้อย่างชัดเจน
I spoke to President Putin on the phone and called on him to end the Russian war of aggression against Ukraine and to withdraw his troops. Russia must show willingness to negotiate with Ukraine – with the aim of achieving a just and lasting peace. pic.twitter.com/zsfdgfeOfN
— Bundeskanzler Olaf Scholz (@Bundeskanzler) November 15, 2024
อย่างไรก็ตาม โชลซ์และปูติน เห็นพ้องการติดต่อหารือกันอย่าสม่ำเสมอมากขึ้นนับจากนี้ และผู้นำเยอรมนีจะแบ่งปันข้อมูลการสนทนาครั้งนี้กับพันธมิตรต่อไป ตามการเปิดเผยจากแหล่งข่าว
Putin spoke by phone with German Chancellor Olaf Scholz for the first time in two years. The talks were initiated by Berlin.
— TASS (@tassagency_en) November 15, 2024
Below are the key points from Friday’s talks, as compiled by TASS:https://t.co/vBJykh4pb0 pic.twitter.com/M2WjjHO9a6
ด้านทำเนียบเครมลินออกแถลงการณ์ ว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างปูตินกับโชลซ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นตามคำเชิญของผู้นำเยอรมนี การสนทนาในภาพรวมเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น “อย่างตรงไปตรงมาและละเอียด” เกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน
ทั้งนี้ แถลงการณ์ของทำเนียบเครมลินระบุด้วยว่า “ข้อตกลงใดก็ตาม”เพื่อยุติสงครามในยูเครน ต้องคำนึงถึง “ผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยของรัสเซียเป็นสำคัญด้วย” และ “การยอมรับความจริงใหม่เกี่ยวกับดินแดน” ตลอดจน “รากเหง้าของปัญหา”
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศยูเครนออกแถลงการณ์ ประณามการสนทนาระหว่างโชลซ์กับปูติน ว่าสะท้อนความอ่อนแอของผู้นำเยอรมนี เนื่องจากเป็นการโน้มน้าวและประนีประนอมมากเกินไป ไม่ใช่การกดดันให้อีกฝ่ายยอมเข้าสู่การเจรจา.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



