เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 พ.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย (มท.1) ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกรมที่ดิน กรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 53 แห่งรัฐธรรมนูญ

นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวชี้แจงว่า กรณีนี้เป็นข้อพิพาทและเรื่องถึงศาล กรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีที่ 842-876/60 และ 8027/61 ถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันคู่กรณี ซึ่งศาลพิพากษาว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของรฟท. กรมที่ดินได้แจ้งให้จ.บุรีรัมย์ ดำเนินการยกเลิกใบไต่สวนของราษฎรทั้ง 35 รายที่ฟ้องคดี และให้จำหน่าย ส.ค.1 เลขที่ 209 หมู่ 1 ต.อิสาน อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ออกจากสารบบการครอบครองที่ดิน โดยกรมที่ดินมีหนังสือลับที่ มท 0516.2/3025 ลงวันที่ 13 ส.ค. 64 แจ้งให้รฟท.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ส่วนการดำเนินการตามที่ศาลฎีกาคำพิพากษาคดีที่ 8027/61 ลงวันที่ 22 พ.ย. 61 ว่า ที่ดินตามหลักฐาน น.ส.3 ของเลขที่ 200 หมู่ 9 ปัจจุบันเป็นหมู่ที่ 13 ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เป็นของ รฟท. กรมที่ดินได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 1977/2564 ลงวันที่ 6 ส.ค. 64

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการให้มีคำสั่งแก้ไขเนื้อที่ตามระเบียบและกฎหมาย ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกด้วยความคลาดเคลื่อนนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน โดยก่อนดำเนินการเพิกถอนต้องทำตามขั้นตอนที่กฎหมายได้กำหนดไว้ คือ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ขอขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 60 วัน รวม 120 วันต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกฎหมาย

ด้าน นายกมลศักดิ์ ถามต่อว่า กรมที่ดินใช้หลักเกณฑ์อะไร ทำไมถึงแยกการพิจารณาออกเป็นหลายส่วน และไม่ใช้เอกสารของคำพิพากษาศาลฎีกามาใช้ประกอบตามประมวลกฎหมายที่ดินตามมาตรา 61 ตนเป็นห่วงว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะต้องรีบดำเนินการไม่ใช่ปล่อยปละละเลย และเหตุใดกรมที่ดินถึงแยกส่วนที่ดิน       

นายนิพนธ์ ชี้แจงว่า เมื่อดูแผนที่พบว่ารอยเขตไม่ได้เป็นแนวเดียวกันยังมีความทับซ้อน กรมที่ดินจึงได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง รฟท. เพื่อชี้แจงความคืบหน้า และตกลงกันเมื่อวัน 8 พ.ย. 64 ในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแนวเขตทั้งหมดของเนื้อที่ 5,083 ไร่ และแต่งตั้งกรรมการอำนวยการเพื่อดำเนินการแก้ปัญหานี้ ยืนยันว่า กรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ตนได้กำชับเป็นหนังสือสั่งการไปยังกรมที่ดินเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดต่อไป

ต่อมา นายกมลศักดิ์ ถามย้ำว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำลังจะปล่อยให้มีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐกันเอง ไม่มีมาตรการอื่นที่จะไม่ให้มีการฟ้องร้องกรมที่ดิน และดูเอกสารที่กรมที่ดินอ้าง คือ รูประวางที่รฟท.ส่งไป ไม่มีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง แล้วประเด็นระหว่างหน่วยงานรัฐกันเอง ไม่มีมาตรการที่จะไม่ให้เรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลหรือไม่        

นายนิพนธ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ที่ดินกว่า 5,083 ไร่ได้ออกเอกสารสิทธิ์ไปประมาณ 700 กว่าแปลง มีทั้ง น.ส.3 และ น.ส.3 ก. อีกจำนวนหนึ่ง ฉะนั้นการกระทำที่กระทบสิทธิผู้อื่น ต้องรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาณาเขตที่เป็นขอบเขตที่แน่นอน มีพิกัดชัดเจน หากกรมที่ดินทำไปโดยขาดความละเอียดรอบคอบ อาจกระทบสิทธิของบุคคลที่ได้เอกสารสิทธิโดยชอบ ดังนั้นก่อนดำเนินการใดๆ ความรอบคอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด            

“กรมที่ดินไม่ได้ละเลย เมื่อรฟท.แจ้งมาปี 64 จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมดในปี 64 เรื่องนี้มีปัญหาเป็นอุปสรรค หากไม่ดำเนินการไปตามแผนที่จริง จะมีที่ดินเหลื่อมล้ำได้รับผลกระทบ จึงต้องชี้แนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งรฟท.ไม่เคยมานำชี้ ผมก็ไม่อยากให้เห็นความขัดแย้งของหน่วยงานรัฐ แต่หลักของกรมที่ดินก็คือ เมื่อเป็นที่ดินเป็นของรฟท.ก็ต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ เมื่อเริ่มมีหนังสือส่งมา ก็ถือว่ากระบวนการเริ่มนับหนึ่งแล้ว ขอยืนยันว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจและจะดำเนินการให้เป็นขั้นตอนตามกฎหมายบัญญัติเอาไว้” นายนิพนธ์ กล่าว.