เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะกรรมการบริหาร แถลงข่าวกรณีภายหลังจากเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา น.ส.เนตรดาว วัชร์ชัยนันวงศ์ หรือ “มาดามเฌอ” บุก ป.ป.ช. ร้องสอบตนเอง ปมเงิน 120,000 บาท ที่อาจเข้าข่ายการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ปมรับเงินเกิน 3,000 บาท นั้น เป็นการขัดต่อกฎหมาย จริยธรรมการเป็น สส. ว่า วันนี้ตนจึงขอมาชี้แจงที่มาที่ไปของการโอนเงินที่ น.ส.เนตรดาว โอนมายังบัญชีของตน อย่างตรงไปตรงมา เพราะตนไม่อยากมีอะไรซ่อนเร้น โดยเมื่อเดือน ต.ค. 67 ทางพรรคพลังประชารัฐ ได้มีนโยบายในการเฟ้นหาผู้สมัคร สส. ในเขต จ.นครศรีธรรมราช ที่ตนเป็นผู้ดูแล ซึ่งตนก็ได้เสนอต่อพรรคว่าการที่จะเค้นหาผู้สมัครจะต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ มีความเป็นไปได้ที่จะชนะการเลือกตั้ง เลยเสนอพรรคให้ทำโพล เพื่อสำรวจคะแนนนิยมของผู้เสนอตัวในการลงสมัครเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 จากนั้นตนก็ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ทำโพล หาสำนักโพล เพื่อสำรวจความนิยมของผู้ที่เสนอตัวสมัคร ซึ่งในการทำโพลก็ต้องมีการใช้จ่าย ตนมีหลักฐานใบเสร็จทุกอย่างเรียบร้อย เป็นใบเสนอราคาที่ทำไว้ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 2567 โดยมีใบเสร็จรับเงินจำนวน 120,000 บาท ซึ่งตนก็ได้สำรองเงินจ่าย ตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2568
นายสุธรรม กล่าวต่อว่า ซึ่ง ณ เวลานั้น น.ส.เนตรดาว ก็ยังทำงานอยู่กับพรรคฝ่ายประชาสัมพันธ์ดูแลภาพลักษณ์ ซึ่งเราก็ทำงานร่วมกันและในการทำงานร่วมกันนั้น ก็ได้มีการใช้งานกันตามที่พรรคและหัวหน้าพรรค มอบหมาย และตนยืนยันว่าเงินจำนวน 120,000 บาท ที่ตนสำรองจ่ายไปนั้น ทำด้วยความสุจริต เนื่องจากตนเป็นคนที่ต้องดูแลการเลือกตั้ง ในเขต จ.นครศรีธรรมราช สมัยหน้า
นายสุธรรม กล่าวว่า ต่อมาวันที่ 24 ก.พ. 68 ตนได้ไปทานข้าวร่วมกับ พี่ๆ สส.ใต้ 4 ราย พร้อมกับหัวหน้าพรรคที่บ้าน โดยมี น.ส.เนตรดาว ไปด้วยเช่นกัน ซึ่งในวงทานข้าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็เลยถามกลางวงทานข้าววันนั้นว่า “สุธรรม เงินที่สำรองการทำโพลไป ได้ไปเบิกเงินจากพรรคหรือยัง” ตนก็ตอบกลับไปว่าตนยังไม่มีเวลาไป เนื่องจากติดภารกิจในพื้นที่ จากนั้น น.ส.เนตรดาว ก็เสนอในวงทานข้าวว่า “เดี๋ยวเฌอ จะสำรองจ่ายก่อนให้ แล้วพรุ่งนี้เฌอ จะไปเบิกคืนที่พรรค” จากนั้น น.ส.เนตรดาว ก็ไลน์มาขอเลขบัญชีตน ก่อนจะโอนเงินให้ 120,000 บาท ตามที่เป็นเอกสารสนทนา ซึ่งเรื่องนี้ก็มีที่ไปที่มาเพียงเท่านี้
นายสุธรรม กล่าวยืนยันว่า ตนและ น.ส.เนตรดาว ก็ไม่ค่อยได้คุยกัน และไม่มีเบอร์โทรฯ ติดต่อกัน ถามตอบกันไม่เกิน 2-3 ประโยคเท่านั้น ที่ไปที่มาในเรื่องนี้ก็คือการทำงานให้พรรคและ น.ส.เนตรดาว ก็ทำงานให้พรรค ซึ่งพอ น.ส.เนตรดาว พอออกจากพรรคไปแล้วก็ออกมาร้องเรียน ตามที่เป็นข่าว ซึ่งตนก็ไม่มีอะไรจะชี้แจงไปมากกว่านี้
เมื่อถามว่า ส่วนจะมีการฟ้องกลับ น.ส.เนตรดาว หรือไม่นั้น นายสุธรรม กล่าวว่า ตนมีหลักฐานชัดเจน แต่ด้วยความสัตย์จริง ตนไม่ได้มีความอาฆาตมาดร้าย แต่การที่ไปยื่นเรื่องร้องเรียน ป.ป.ช. ทำให้ตนได้รับโทรศัพท์สอบถามจาก สส. ในพื้นที่ เหตุใดจึงไปรับเงินชาวบ้าน ทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียงในพื้นที่ ในขณะที่ตนเองทำงานให้พรรค และอยู่ระหว่างการคิดว่าจะปล่อยตามสภาพ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” แต่ต้องขอสงวนสิทธิ์ไว้ เพราะตนมีหลักฐานพร้อมในการดำเนินคดี
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะมีนัยอะไรหรือไม่นั้นนายสุธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าต้องการอะไร ซึ่งสำหรับตนไม่มีนัยอะไร ต้องไปถามคนร้องว่ามีนัยอะไร ตนพร้อมให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและชี้แจงข้อเท็จจริง เคารพกติกาตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าส่วนตัวไม่มีเหตุอะไรเป็นการส่วนตัวกับ น.ส.เนตรดาว เบอร์โทรศัพท์ตนก็ไม่มี และเป็นคนทักไลน์ตนมาเองก่อน
นายสุธรรม กล่าวว่า ตนขอให้มีการนำเสนอข่าวให้ตรงตามความเป็นจริง ส่วนรายการโทรทัศน์ต่างๆ ที่มีการโฟนอิน หลังตนแถลงข่าวไปแล้ว หากยังมีการโฟนอินและซักถามในลักษณะจะให้เป็นเรื่องเป็นราว ชี้นำทิศทางให้ประชาชนเชื่อในทางที่ผิดๆ ตนก็ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีเช่นกัน เพราะถือว่าได้กล่าวความจริงไปแล้ว
“รายการโฟนอินทั้งหลาย โดยเฉพาะช่อง 30 ช่อง 9 ถ้าเกิดสื่อสารในทางที่ไม่ตรงไปตรงมา ทำให้ผมได้รับความเสียหายหรือทำให้พรรคเสียหาย ผมก็ต้องปกป้องสิทธิของผมและปกป้องสิทธิของพรรคด้วย” นายสุธรรม กล่าว.



