เมื่อวันที่ 23 ก.ค. นายสุนทร คมคาย แกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” และ “เครือข่าย 304 กินได้“ เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายได้เข้ายื่นหนังสือต่อ สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย EEC เพื่อ ทวงถามความคืบหน้า ในการพิจารณาคำร้องคัดค้านที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 2568 แต่ไม่มีคำอธิบายหรือความชัดเจนใด ๆ กลับมา แม้ปัญหาอุตสาหกรรมในพื้นที่จะลุกลามจนไม่อาจเพิกเฉย 

จากนั้นคณะตัวแทนเครือข่ายฯ ยังได้เดินทางไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อยื่นหนังสือต่อ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่ EEC โดยขอให้ เปิดเผยข้อมูลกระบวนการศึกษาอย่างโปร่งใส เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับการชี้แจงที่รอบด้าน และแสดงความกังวลต่อการใช้กระบวนการทางวิชาการเพียงเพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับนโยบายที่อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และความมั่นคงด้านอาหารในชุมชน

นายสุนทร กล่าวว่า ภาคประชาชนมีข้อห่วงใยอยู่  5 ข้อ ได้แก่ 1. เวทีมีส่วนร่วมเพียงในนาม แต่ทางคณะกรรมการฯ เชิญเฉพาะหน่วยงานราชการและกลุ่มทุน ขณะที่เกษตรกรและประชาชนรอบพื้นที่อุตสาหกรรมถูกกันออก  2. การวิเคราะห์ SROI ที่เอนเอียง เน้นตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น GDP รายได้ การจ้างงาน โดยละเลยผลกระทบทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต 3. ขาดความโปร่งใสของข้อมูลศึกษา ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดสู่สาธารณะ ทั้งรายงาน กระบวนการรับฟัง หรือรายชื่อผู้เข้าร่วม 4. ปัญหาอุตสาหกรรมสะสมไร้ทางออก มลพิษ กลิ่นเหม็น น้ำเสีย ขยะอุตสาหกรรม โรงหลอมเถื่อน ยังคงเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง 5. บทบาทสถาบันวิชาการที่ต้องยืนหยัดเพื่อประชาชน – กังวลว่างานศึกษาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือหนุนรัฐ โดยไม่สะท้อนความจริงของผลกระทบในพื้นที่

“ภาคประชาชนขอให้ธรรมศาสตร์ยึดหลักการวิชาการที่โปร่งใส รอบด้าน เป็นที่พึ่งของประชาชน และไม่ตกเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้โครงการรัฐที่มีข้อกังวลรุนแรงจากพื้นที่” นายสุนทร กล่าว