สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ว่า เมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูล มีผู้ฆ่าตัวตายทั่วโลกประมาณ 727,000 ราย ตามรายงานของดับเบิลยูเอชโอ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 100 และในแต่ละครั้งมีความพยายามฆ่าตัวตาย 20 ครั้ง
“รายงานสุขภาพจิตโลกวันนี้” ขององค์การอนามัยโลก เน้นย้ำว่า การฆ่าตัวตายยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนหนุ่มสาวในทุกภูมิภาค และทุกบริบททางเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อปี 2564 การฆ่าตัวตาย เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของเด็กหญิงและสตรีอายุ 15-29 ปี และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของผู้ชายในกลุ่มอายุเดียวกัน
Every year, more than 727 000 lives are lost to suicide.
— World Health Organization (WHO) (@WHO) September 2, 2025
Behind each number is a story cut short.
We aimed for a 33% reduction in deaths by 2030, but progress is just 12%.
This is a crisis. We must act with urgency, compassion & investment in #SuicidePrevention ????… pic.twitter.com/RPb460PELw
แม้อัตราการฆ่าตัวตายที่แบ่งตามอายุทั่วโลกจะลดลง 35% ระหว่างปี 2543-2564 แต่โลกยังคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในการลดอัตราการฆ่าตัวตายลง 1 ใน 3 ระหว่างปี 2558-2573 แต่ในปัจจุบันสามารถบรรลุได้เพียง 12% เท่านั้น
การลดลงพบในทุกภูมิภาค ยกเว้นในทวีปอเมริกา ซึ่งอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 17% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ 3 ใน 4 ของการฆ่าตัวตายทั้งหมด เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่
แม้ประเทศร่ำรวยจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่า เมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบยังคงมีความถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากประเทศเหล่านี้ มักมีข้อมูลที่ดีกว่าประเทศยากจน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



