ยังคงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้แฟนๆ รู้สึกใจหาย หลังจากที่นักร้องสาวสุดแซ่บ “ซิลวี่ ภาวิดา“ และนักแสดงสาว “มิ้น มิณฑิตา” หนึ่งในคู่รักตัวอย่างที่ผลักดันกลุ่ม LGBTQ+ และความเท่าเทียมทางเพศ ได้ออกมาประกาศข่าวสำคัญผ่านโซเชียลมีเดียว่าทั้งคู่ได้ตัดสินใจยุติสถานะความสัมพันธ์ในฐานะคู่รักแล้ว เมื่อช่วงเดือนส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่คบหากันมาอย่างยาวนานถึง 5 ปี ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น
‘ซิลวี่-มิ้น’ ปิดฉากรัก 5 ปี จบกันด้วยความเข้าใจ ขอบคุณช่วงเวลาที่เติบโตมาด้วยกัน
ล่าสุด ซิลวี่ ได้มาร่วมงานแถลงข่าว ELLE Fashion Week 2025 ก็ได้เปิดใจถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงเล่าว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการที่ทั้งคู่คุยกันแล้ว แล้วจบกันด้วยดี โดย ซิลวี่ เผยว่า

“วันนี้ก็มางานคนเดียวค่ะ เหงานิดหน่อย ถามว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น ก็ตามที่โพสต์เลย คือเราคุยกันมาจริง ๆ สักพักแล้ว เกือบ 2 เดือนแล้วที่เราตัดสินใจแบบนี้ แต่เราแค่เพิ่งเริ่มบอกทุกคนว่าเราอาจจะลดสถานะกัน คือมันถึงเวลาที่เราจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโตตามเส้นทางของแต่ละคนที่มองอนาคตไม่ตรงกัน สาเหตุที่เริ่มคุยกันเรื่องการลดสถานะ จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่เราทะเลาะกันมาสักพักหนึ่ง เอาจริง ๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา 5 ปี แล้วดูเหมือนข้างรักกันมาก ๆ แต่ทุกครั้งที่เราสัมภาษณ์เราก็พูดตลอดว่า มันก็ไม่ได้หวานเสมอไป เรื่องที่มันขมขมก็มี มันก็เป็นเรื่องเดิม ๆ นี่แหละ ที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันเหมือนไม่ได้เดินไปด้วยกัน เรามีความคิดความเห็นที่ไม่ค่อยตรงกัน เราก็เลยได้มาคุยเรื่องนี้ว่ามันเป็นปัญหาเดิม ๆ ที่เรามีอยู่ เพราะฉะนั้นอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราหยุดทุกอย่างไว้ตรงนี้ แล้วก็รักกันไกล ๆ
เราว่าเราทั้งคู่เต็มที่มาก เราก็เต็มที่มาก แล้วก็เชื่อว่าพี่มิ้นก็เต็มที่มากกับการจะรักกัน ระยะเวลา 5 ปีเราก็ค่อนข้างทะเลาะกันเรื่องเดิม ๆ มาตลอด คือเราสองคนเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองชัดเจนมาก ๆ เราชัดเจนในแบบของเรา เขาก็ชัดเจนในแบบของเขา เราก็พยายามหาตรงกลางกันมา แล้วก็ทำมาได้ดีมาก ๆ มา 5 ปี ถามว่าเสียดายไหมกับระยะเวลา 5 ปี คือดีใจค่ะ รู้สึกว่าคุ้มที่ได้มีช่วงเวลาดี ๆ และมีความสัมพันธ์ที่เราทุ่มเทขนาดนี้ ส่วนเรื่องการตัดสินใจก็ยากค่ะ เพราะว่าเราจะพยายามให้มันเวิร์กแทบทุกปี แล้วในวันนี้ที่กลับมาโฟกัสตัวเองว่า จริง ๆ ทั้งคู่ต้องการอะไร ฟังเสียงตัวเองชัดขึ้นมากกว่า แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ยาก ในวันที่เราไม่มีเขาจริง ๆ ก็ยังรู้สึกว่ายังมีเขาอยู่เสมอ เรายังไม่ได้รู้สึกว่าเขาหายไปไหน เรารู้สึกว่ายังมีความปรารถนาดีให้กันและกัน เรายังเห็นเขาอยู่ เรายังมองเขาอยู่จากไกล ๆ แล้วก็ยังเห็นเขาส่งกำลังใจ เรายังซัปพอร์ตกันและกัน แต่แค่มันอาจจะไม่ได้เป็นในแบบเดิม แต่เราไม่ได้คุยกันเหมือนเดิม คือเราเปลี่ยนสถานะแล้ว ถ้าคุยกันเหมือนเดิมมันก็แปลก ๆ แต่คือถ้ามีเรื่องเราก็คุย มีอะไรที่เราต้องปรึกษากันก็ปรึกษา เขาก็ยังเป็นคนที่เรารู้สึกว่า ถ้าเราปรึกษาเราได้คำปรึกษาที่ดีเสมอ

และด้วยความที่เราจากกันด้วยดี ความรักมันเลยยังอยู่ตรงนั้น เรายังมีความรักให้กันและกัน มันเป็นเรื่องที่สวยงามเพราะว่ามันจบลงตรงนั้น มันจบสวย ส่วนสภาพจิตใจก็อย่างที่บอกคือเรามีเวลาทำใจมาประมาณ 2 เดือน ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ใช้ชีวิตกลับมาโฟกัสตัวเอง กลับมาดูแลตัวเอง แล้วก็โฟกัสเรื่องงาน โฟกัสเรื่องความฝันของเรา ปีนี้เราก็กำลังจะ 30 ปีแล้ว ก็พยายามคิดว่าตัวเองอยากทำอะไร จริง ๆ ก็มีเพื่อน ๆ รอบตัวมีแฟนคลับเยอะแยะมากมายที่ให้กำลังใจ ถามว่าเหงาไหม ก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกเหงาโดดเดี่ยวเดียวดายขนาดนั้น เพราะเราค่อนข้างตัดสินใจเรื่องนี้อย่างตั้งใจ และตัดสินใจว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุด
ส่วนเรื่องการเปิดใจรับคนใหม่ เราว่าตอนนี้ก็น่าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปดีกว่า เราไม่รีบ ถามว่ายังฟังเพลงรักได้อยู่ไหม ยังอินเหมือน 5 ปีก่อนอยู่ไหม คือเรายังอินอยู่ ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ส่วนเพลงมันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นงานอาร์ต ยังหวานอยู่ ไม่ได้ปิดกั้นตัวเองด้วยนะ ก็รู้สึกว่าเราอยากมีพลังงานดี ๆ แล้วก็ไม่อยากให้หลายคนรู้สึกว่าเสียดาย คือมันผ่านช่วงนั้นไปแล้ว ตอนแรกคือรู้สึกว่า เราจะไม่มีรักอีกแล้ว ตอนนั้นก็ร้องไห้สิคะ ตอนนั้นก็มีความเล่นเอ็มวีอยู่นะ เดินตากฝน ฟังเพลงเศร้า เล่นเอ็มวีบ้างอะไรบ้าง รู้สึกว่าเราคงหาความรักดี ๆ ไม่ได้อีกแล้ว มันก็มีคิดนะ แต่เราก็รู้สึกว่าเรามีแฟนมา 10 กว่าคนเรายังมีแฟนอยู่เรื่อย ๆ ก็เลยโอเคไม่เป็นไร เราโอเค

สำหรับแฟนคลับที่เชียร์คู่เรามาตลอด ก็เห็นหลายคนทั้งเข้าใจ และอีกหลายคนก็เสียดาย เราก็ไม่อยากให้มองว่าถ้าคู่นี้ไม่รอดแล้วเราจะรอดได้ยังไง เรารู้สึกว่าถ้าตราบใดที่เรามีความรักเราก็ควรอยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งนั้นให้มันเวิร์ก แล้วในวันที่มันไม่เวิร์กมันก็แค่แยกย้ายกันไปเติบโต อยากให้ทุกคนเชื่อในความรักว่า ความรักมันเป็นสิ่งที่สวยงามอยู่ อยากให้ทุกคนเจอความรักดี ๆ”




