เมื่อวันที่ 16 ก.ย. เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมตัวสะท้อนปัญหา พร้อมเรียกร้องมาตรการปกป้องผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามจากรัฐและธุรกิจที่ละเมิดสิทธิฯ โดยมีน.ส.พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง หัวหน้าคณะทำงานว่าด้วยสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน  เข้าร่วมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อเตรียมนำข้อเสนอเข้าสู่เวที การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 7 (United Nations Responsible Business and Human Rights Forum, Asia-Pacific)  ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่  16-19 ก.ย. นี้ ที่องค์การสหประชาชาติ

โดยนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจาก จ.ปราจีนบุรี และตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกากมลพิษและกากอุตสาหกรรมภาคตะวันออก กล่าวในการประชุมครั้งนี้ว่า ปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญมีรากเหง้ามาจากนโยบายและกฎหมายที่ออกในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ซึ่งหลังการรัฐประหาร รัฐบาล คสช. ได้ผลักดันกฎหมายพิเศษหลายฉบับที่เปิดทางให้เกิดการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ “ลิดรอนสิทธิประชาชน” และต่อมาได้ขยายผลสู่โครงการเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้ (SEC) ด้วย  ซึ่งนโยบายดังกล่าวเปิดทางให้ทุนจีนหลั่งไหลเข้ามาตั้งโรงงานประเภท 105 และ 106 จัดการขยะและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ส่งผลให้เกิดมลพิษขนาดใหญ่ กระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนในวงกว้าง

ด้าน น.ส.จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวว่า โครงการเหมืองโปแตช ที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นเหมืองใต้ดินที่ต้องขุดเจาะอุโมงค์เพื่อคว้านแร่ขึ้นมาแต่ง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหนักต่อสิทธิในที่ดินและสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยเหมืองแห่งนี้ดำเนินการโดยบริษัทเอกชนซึ่งได้รับประทานบัตรเมื่อปี 2558 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 9,005 ไร่ โดยกฎหมายแร่กำหนดให้สิทธิของประชาชนในที่ดินมีเพียงความลึก 100 เมตรแรก เท่านั้น ส่วนที่ลึกกว่านั้นถือเป็นของรัฐทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากเจ้าของที่ดินแม้แต่รายเดียว

น.ส.จุฑามาส กล่าวว่า การทำเหมืองใต้ดินก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำเค็ม ดินเค็ม แหล่งน้ำสาธารณะเสียหาย และบ้านเรือนพังเกือบ 80% ของหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ไม่มีการเยียวยา ขณะเดียวกันบริษัทยังเตรียมขยายโครงการขุดอุโมงค์เพิ่ม 3 แห่ง และมีการใช้วัตถุระเบิด ภายใน 3 ปี โดยมีทุนใหญ่หนุนหลัง ทั้งทุนพลังงานที่ถือหุ้น 65% และบริษัทภายใต้รัฐวิสาหกิจจีนมูลค่าหลายพันล้านบาท

“ผลกระทบที่เกิดขึ้นชัดเจนว่ามาจากโครงการนี้ เพราะทั้งพื้นที่มีเหมืองโปแตชเพียงแห่งเดียว แต่บริษัทกลับปฏิเสธความรับผิดชอบ และยังสร้างความแตกแยกในชุมชนผ่านโครงการ CSR โดยใช้เงินและสิ่งของเข้าล่อ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ที่ได้รับผลกระทบกับผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบ” น.ส.จุฑามาส กล่าว

น.ส.จุฑามาส กล่าวว่า ชาวบ้านหลายคนเคยถูกฟ้องปิดปาก (SLAPP) จากการคัดค้านโครงการ แม้ศาลจะยกฟ้องไปแล้ว แต่ความหวาดกลัวยังคงอยู่ ขณะที่กองทุนเยียวยาที่บริษัทเคยประกาศไว้ก็ไม่เคยถูกนำมาใช้จริง เพราะเกรงว่าการจ่ายชดเชยจะเท่ากับการยอมรับว่าเป็นผู้ก่อมลพิษ โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญ 3 ประการ คือ 1. หยุดโครงการทั้งหมดทั้งเก่าและใหม่ทันที โดยเฉพาะการใช้ระเบิด พร้อมตรวจสอบผลกระทบ ฟื้นฟู และเยียวยาชุมชนก่อนดำเนินการต่อ 2.ยกเลิกการโอนสิทธิในที่ดินให้บริษัท และคืนอำนาจจัดการแร่ให้ประชาชนโดยแท้จริง 3.ขอให้ยูเอ็นติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ ทั้งการฟ้องปิดปากและการใช้ความรุนแรงต่อชุมชน รวมถึงการตรวจสอบการดำเนินงานของบางจากและทุนจีนตามหลักการ CSR และสิทธิมนุษยชนสากล

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการมูลนิธิไบโอไทย กล่าวถึงสถานการณ์การคุกคามทางกฎหมาย หรือคดีฟ้องปิดปาก ว่า ตนเพิ่งถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีที่บริษัทเอกชน ยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 2 คดี สืบเนื่องจากการนำเสนอข้อเท็จจริงเชิงวิชาการเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และเสนอแนวทางฟื้นฟูเยียวยาระบบนิเวศปัจจุบันปลาหมอคางดำแพร่ระบาดแล้วใน 19 จังหวัด จึงเชื่อว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศอย่างรุนแรง เฉพาะ จ.สมุทรสงครามเกษตรกรเสียหายกว่า 2,500 ล้านบาท ขณะที่การประเมินรวมทั้งประเทศสูงถึงปีละกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า การถูกบริษัทใหญ่ฟ้องร้อง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อวงการนักวิชาการและนักปกป้องสิทธิ ซึ่งตนมีข้อเสนอ 3 ประเด็นเชิงนโยบายเพื่อยุติการใช้กฎหมายปิดปาก ได้แก่ 1.ปฏิเสธคดีตั้งแต่ต้นทาง โดยตำรวจไม่ควรรับคดีลักษณะนี้ตั้งแต่แรก อัยการไม่ควรสั่งฟ้อง และแม้แต่ศาลเองก็ควรกลั่นกรอง ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้กับทุนใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม 2.เร่งผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการจากการถูกฟ้องปิดปากเหมือนในหลายประเทศที่ออกกฎหมายนี้แล้ว และ 3.กดดันภาคเอกชนให้รับผิดชอบ โดยองค์การสหประชาชาติควรมีมาตรการร่วมกับภาคเอกชน เพื่อกดดันให้บริษัทขนาดใหญ่หยุดใช้การฟ้องร้องเพื่อปิดกั้นการเปิดเผยความจริง และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสังคมโดยตรง

“นี่ไม่ใช่เพียงการปกป้องสิทธิส่วนบุคคล แต่เป็นการปกป้องประโยชน์สาธารณะ และเป็นการเรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างแท้จริง” นายวิฑูรย์ กล่าว

ด้านน.ส.พิชามญชุ์  กล่าวว่า ข้อมูลที่ชุมชนสะท้อนออกมาถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คณะทำงานฯ จะนำข้อเรียกร้องทั้งหมดไปพิจารณา พร้อมประสานไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการคุ้มครองและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ขณะที่ น.ส.ปรานม สมวงศ์ องค์กร Protection International (PI) ประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้  โรงงานขยะอุตสาหกรรมที่มีทุนจีนหนุนหลัง เหมืองโปแตชที่ทุนพลังงานลงทุนร่วมกับทุนจีน และการใช้คดีฟ้องปิดปากกับผู้ที่เปิดโปงข้อมูลกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ล้วนขัดกับประโยชน์สาธารณะ และไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่สะท้อนถึงรูปแบบเชิงระบบที่ธุรกิจและทุนขนาดใหญ่ผูกขาดผลประโยชน์โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างแท้จริงจากรัฐ ผลประโยชน์ของทุนถูกวางเหนือสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง

“ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องยืนหยัดอยู่แนวหน้า ทั้งที่เผชิญการข่มขู่ การดำเนินคดี และแม้กระทั่งการคุกคามถึงชีวิต รัฐบาลไทย ทุนไทยและทุนจีนที่เกี่ยวข้อง ต้องถูกตรวจสอบและถูกกดดันให้นำพันธกรณีระหว่างประเทศมาปฏิบัติจริง ไม่ใช่ปล่อยให้การละเมิดดำเนินต่อไปโดยลอยนวล การคุ้มครองผู้ปกป้องสิทธิฯ ไม่ใช่เรื่องสมัครใจ แต่คือพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” น.ส.ปรานม กล่าว