หลังจากการพิจารณาคดีเป็นเวลา 6 วัน คณะลูกขุนได้ลงมติในการตัดสินคดีที่ใช้เวลาต่อสู้ทางกฎหมายยาวนานถึง 2 ปี ในศาลแขวงแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวบิซิเนส อินไซเดอร์ รายงานเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับคดีฟ้องร้องสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส โดยมีฝ่ายโจทก์คือ เฆซุส พลาเซนเซีย พร้อมด้วยภรรยา อนา มาเรีย มาร์เซลา ทาวานต์ซิส ผู้โดยสารที่เคยเดินทางด้วยเที่ยวบิน American Flight 68 จากไมอามีไปยังกรุงมาดริด ประเทศสเปน ในเดือนพฤศจิกายน 2564

ข้อมูลจากบันทึกของศาลระบุว่า ขณะที่เครื่องบินยังจอดรออยู่ที่ประตูทางออกขึ้นเครื่อง พลาเซนเซีย มีอาการพูดไม่ได้ชั่วขณะ และไม่สามารถหยิบโทรศัพท์ของตนเองขึ้นมาได้ ภรรยาของเขาเป็นกังวลว่าสามีอาจมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง จึงได้แจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและนักบิน

ในคำฟ้องระบุว่า แทนที่จะปฏิบัติตามระเบียบที่สายการบินกำหนดไว้ เช่น การปรึกษาทีมแพทย์ทางโทรศัพท์หรือขอความช่วยเหลือจากแพทย์ที่มีอยู่บนเครื่อง นักบินกลับ “เพิกเฉยต่อความกังวลของ ทาวานต์ซิส, พูดมุกตลกกับ พลาเซนเซีย และอนุญาตให้เขาขึ้นเครื่องบินเพื่อออกเดินทาง”

ระหว่างที่บินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นเอง พลาเซนเซีย ก็มีอาการเส้นเลือดในสมองแตกในที่สุด 

บันทึกการพิจารณาคดีของศาลระบุว่า หลังจากเครื่องบินลงจอดที่สเปน พลาเซนเซีย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและอยู่ในภาวะวิกฤตินานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนจะเดินทางกลับสหรัฐฯ ด้วยเครื่องบินทางการแพทย์เพื่อขนย้ายผู้ป่วย

คดีดังกล่าวระบุว่า อดีตเชฟรายนี้ไม่สามารถพูดหรือเขียนได้อีกต่อไป และต้องมีผู้ดูแลในการใช้ชีวิตประจำวันทุกวัน โดย ทาวานต์ซิส ภรรยาของเขาได้กลายเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยหลัก

คู่สามีภรรยาคู่นี้ฟ้องร้องโดยให้เหตุผลว่า หากลูกเรือของอเมริกัน แอร์ไลน์ส ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง พลาเซนเซีย จะได้รับการนำตัวส่งโรงพยาบาลในไมอามี ซึ่งการรักษาที่ทันท่วงทีจะช่วยให้ผลการรักษาดีกว่าที่เป็นอยู่

คณะลูกขุนพบว่า อเมริกัน แอร์ไลน์ส ประมาทเลินเล่อตามอนุสัญญามอนทรีออล ซึ่งเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยความรับผิดชอบของสายการบินต่อผู้โดยสารและสินค้าขนส่งในเที่ยวบินระหว่างประเทศ เนื่องจากลูกเรือไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบทางการแพทย์

ในเบื้องต้น คณะลูกขุนได้ตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 13.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ได้ลดจำนวนลง 27.5% หลังจากที่พิจารณาแล้วว่าโจทก์ก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย ทำให้ยอดเงินคงเหลืออยู่ที่ 9.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้ว คิดเป็นค่าชดเชยทั้งหมด 11.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 353.3 ล้านบาท)

ที่มา : businessinsider.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES