กลายเป็นประเด็นฮอตร้อนแรงตลอดสัปดาห์เลยทีเดียว!!

กับกรณี “บิ๊กดีล” ของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) และกลุ่มเทเลนอร์ ประกาศเจตนารมณ์ ความร่วมมืออย่าง เท่าเทียมกัน (Equal Partnership) เพื่อควบรวมบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค จัดตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีขึ้นใหม่

หากดีลนี้สำเร็จบริษัทใหม่เกิดขึ้นได้ จะกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่มีฐานลูกค้ากว่า 51 ล้านราย รายได้ทะลุ 2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามการเจรจาคาดว่าจะใช้เวลาอีกหลายเดือน โดยกระบวนการตรวจสอบกิจการ ของแต่ละบริษัท คาดว่าจะจบในไตรมาแรกในปีหน้า จากนั้นจะมีลงนามในสัญญาที่มีผลตามกฎหมาย แล้วเข้าสู่กระบวนการของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลังจากนั้นก็พร้อมรวมกิจการทั้งสองเข้าด้วยกัน

การประกาศ “แทคทีม” ครั้งนี้ เชื่อว่าดีลนี้กว่าจะสำเร็จเห็นภาพชัดเจน ต้องกินเวลาอีกเป็นปี!!

แต่แค่ประกาศ ก็สร้างแรงกระเพื่อมกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และสังคม โดยเฉพาะประเด็น คำถามที่ตามมาว่า ใครได้ประโยชน์จากดีลนี้  “ธุรกิจหรือผู้บริโภค??”

ภาพ pixabay.com

เพราะหลายฝ่ายกลัวกันว่า ผู้เล่นหลักในตลาดจะเหลือเพียง 2 ราย การแข่งขันจะลดน้อย? เกิดการผูกขาด? มีอำนาจเหนือตลาด!! อาจจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและผู้ใช้บริการ

และยิ่งเป็นเรื่องให้สังคมเกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นไปอีก!?!

เมื่อทาง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ต่างออกมาบอกว่าไม่มีอำนาจตัดสินในเรื่องนี้ โดยทาง สำนักงาน กสทช.ระบุหลังที่ทางผู้บริหารทรูและดีแทค เข้าชี้แจ้งว่า สองบริษัทยืนยันว่ายังอยู่ระหว่าง คุยรายละเอียด และยังไม่รู้ว่าจะควบรวมแบบไหน

และจะมีการควบรวมบริษัทลูกที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.คือ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) และ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) หรือไม่ ก็ต้องรอรายละเอียดความชัดเจนก่อน จึงจะฟังธงได้ว่า ผิดหรือไม่ผิด ตามประกาศ กสทช.

อย่างไรก็ตามทางผั่งองค์กรผู้บริษัท อย่าง “สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ต้องออกมาเรียกร้องให้ ทาง กสทช. และ กขค. ตรวจสอบและหาทางกำกับดูและเรื่องนี้ ไม่ให้เกิดอำนาจเหนือตลาด และการผูกขาดทางการค้า ซึ่งส่งผลกระทบและถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยจะทำหนังสือถึง 3 องค์กร คือ กสทช., กขค. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหากยังไม่มีความคืบหน้าจะทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้อำนาจยับยั้งในเรื่องนี้!!

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ในเรื่องนี้มีกฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องนั้น ทาง “สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” ประธานมูลนิธิวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ก็ย้ำว่า กสทช. มีหน้าที่ในการดูแลไม่ให้เกิดการผูกขาด จึงควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ มีแนวโน้มที่กสทช.จะบอกว่าไม่มีอำนาจในการควบคุมไม่ให้เกิดการควบรวมกิจการ จึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้   

ซึ่งการควบรวมกิจการโทรคมนาคมมีกฎหมายเกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ กฎหมายการประกอบกิจการ โทรคมนาคม และกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่ง กสทช. มีอำนาจในการกำหนดมาตรการป้องกันการควบรวมกิจการได้ ถ้า กสทช. ไม่มีอำนาจ ก็ยังมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดการแข่งขันทางการค้า จึงขอให้ทาง กสทช . และ กขค . พิจารณาเรื่องนี้ ให้รอบครอบ

ทั้งนี้ “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” กรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ได้ให้มุมมองผ่านบทความว่า กสทช. มีประกาศหลักที่กำกับดูแลในกรณีนี้ คือ ประกาศเรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 (ประกาศแข่งขัน) และประกาศเรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม (ประกาศรวมธุรกิจ)

โดยประกาศแข่งขัน เน้นหลักการว่า การกระทำหรือพฤติกรรมใดเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขัน หากไต่สวนว่ามีการกระทำลักษณะดังกล่าว กสทช. ก็มีอำนาจกำหนดมาตรการเฉพาะเพื่อป้องกัน หรือระงับ การกระทำเหล่านั้น ซึ่งประกาศแข่งขันได้กำหนดพฤติกรรมต้องห้าม คือ การถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน โดยเข้าซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ของผู้ให้บริการรายอื่น เพื่อควบคุมนโยบายหรือการบริหารธุรกิจ ไม่สามารถกระทำได้ ยกเว้นได้รับอนุญาตจาก กสทช.

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

ส่วนประกาศรวมธุรกิจนั้น หากการรวมธุรกิจส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน กสทช. มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข หรือมาตรการเฉพาะเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น แม้ประกาศนี้จะไม่ได้ให้อำนาจ กสทช. ในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้รวมกิจการ แต่การที่ข้อ 9 ของประกาศนี้ กำหนดให้การรายงานตามข้อ 5 ถือเป็นการขออนุญาตตามข้อ 8 ของประกาศแข่งขัน ก็เท่ากับเป็นการยืนยันอำนาจการพิจารณาของ กสทช. ที่มีอยู่ตามประกาศแข่งขัน หากการรวมกิจการ เข้าลักษณะตามประกาศแข่งขัน กสทช. ย่อมมีอำนาจในการพิจารณา อนุญาตหรือไม่อนุญาต

อย่างไรก็ตาม หากมีความกังวลเรื่องความไม่ชัดเจนของประกาศ กฎหมายอย่างพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปัจจุบันก็ให้อำนาจ กสทช. ตามมาตรา 27 (11) ในการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกัน มิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

เมื่อแนวคิดการรวมกิจการยังอยู่ในขั้นเจรจาศึกษาความเป็นไปได้ กสทช. ย่อมมีเวลาที่จะปรับปรุงประกาศ ให้ชัดเจนและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

แต่หากนิ่งเฉยปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไปจนการรวมกิจการเกิดขึ้นแล้ว สังคมอาจเกิดความสงสัยว่า เจตนาการไม่ปรับปรุงประกาศ คือ เจตนาการอนุญาตอย่างเงียบๆ หรือไม่??

ทั้งหมดคือหลากหลายมุมมอง ทั้งจากฝั่งผู้บริโภค นักวิชาการ และหนึ่งใน กรรมการ กสทช. แต่บทสรุปสุดท้าย… เรื่องนี้จะจบอย่างไร??  การควบรวม “บิ๊กดีล” จะฉลุยหรือไม่?

คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

 จิราวัฒน์ จารุพันธ์