เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ ในการชี้แจงของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรณี รพ.มงกุฎวัฒนะ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า มีการค้างจ่ายจริง โดยปี 2563 ที่อ้างว่า สปสช. เป็นหนี้ประมาณ 13.2 ล้านบาท ซึ่งปีนั้นเกิดกรณีคลินิกชุมชนอบอุ่นใน กทม. ถูกบอร์ด สปสช. ยกเลิกการเป็นหน่วยบริการ เนื่องจากมีการเบิกเงินผิดเงื่อนไข ประมาณ 200 กว่าแห่ง ทำให้คลินิกเหล่านี้ต้องไปจ่าย รพ.มงกุฎวัฒนะ 13.2 ล้านบาท เนื่องจากเป็น รพ. ส่งต่อ ส่วน สปสช. เราได้เหมาจ่ายให้ไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ต่อมา บอร์ด สปสช. มีมติให้ติดตามหนี้ โดยเชิญคลินิกเหล่านั้นมาคุยว่า สปสช. จะเรียกคืนเท่าไหร่ นำมาสู่การแจ้งความและฟ้องร้อง ถ้าคลินิกจะคืนก็ทำสัญญาประณีประนอมยอมความ แล้วนำเงินมาคืน รพ.มงกุฎวัฒนะ ซึ่งมีการเคลียร์คืนให้แล้ว 4.29 ล้านบาท มียอดคงเหลือนี้ 8.92 ล้านบาท

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ปี 2566 สปสช. จ่ายเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ ไปทั้งหมดราว 638.5 ล้านบาท และต่อมาหลังจากหน่วยบริการตรวจสอบกันเอง จึงมีการปรับการจ่าย โดย รพ.มงกุฎวัฒนะ ได้เงินเพิ่มไป 2.1 ล้านบาท รวม 640.65 ล้านบาท ซึ่ง สปสช. จ่ายไปแล้ว ส่วนปี 2567 สปสช. จ่ายไปแล้ว 651.46 ล้านบาท ในจำนวนนี้พบว่าปลายปีงบประมาณนั้น คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) มีมติว่าจะปรับการจ่ายเป็นแบบนับแต้ม จึงต้องคำนวณวงเงินใหม่ พบว่าถ้าคำนวณแบบเดิม สปสช. ต้องจ่ายให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 22 ล้านบาท แต่เมื่อปรับเป็นระบบแต้ม สปสช. ต้องเรียกคืนจาก รพ.มงกุฎวัฒนะ 38.2 ล้านบาท เมื่อหักลบสองส่วนนี้เท่ากับสปสช.ต้องเรียกเงินคืนราวๆ 16 ล้านบาท

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ขณะที่ปี 2568 ข้อมูล ณ  30 ก.ย. 2568 สปสช. จ่ายไปให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ แล้ว 618.754 ล้านบาท ซึ่งโดยปกติในไตรมาส 4 ของปีงบฯ จะต้องมีการคำนวณใหม่ จึงมีเงินค้างจ่ายอยู่ 5 ก้อน โดยก้อนแรก เป็นเงินที่กันไว้ส่วนกลางเพื่อจ่ายสำหรับบางบริการ 7.87 ล้านบาท, เงินส่งต่อผู้ป่วยนอก 3.1 ล้านบาท, เงินผู้ป่วยนอกเหมาจ่ายรายหัว 4.2 ล้านบาท, เงินผู้ป่วยนอกที่เป็นเงินกลางของ กทม. อีก 2.9 ล้านบาท และเงินผู้ป่วยในประมาณ 69 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เงินผู้ป่วยในจะมีความซับซ้อน เพราะตอนคำนวณจ่ายอัตราบาทต่อแต้มอยู่ที่ 8,000 กว่าบาท แต่ตอนท้ายปีอัตราจ่ายอยู่ที่ 7,700 บาท ดังนั้น เงินผู้ป่วยในจาก 69 ล้านบาทจะเหลืออยู่ที่ 49 ล้านบาท ส่วนที่ 2 เป็นเงินที่บอร์ด สปสช. เคยมีมติให้จ่ายไปบรรเทาสภาพคล่องให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 2 ครั้ง รวมแล้ว 70 ล้านบาท ซึ่งเมื่อมีการจ่ายเงินไปล่วงหน้าแล้ว เมื่อมีผลงานก็ทยอยหักคืนแล้ว 55 ล้านบาท คงเหลือ 15 ล้านบาท 

“ดังนั้น ยอดเงินที่ค้างจ่ายก็เป็นนำยอดค้างจ่าย 5 ก้อนปี 2568 หักกับเงินที่เหลือกรณีจ่ายล่วงหน้าไปและเงินปี 2567 ที่ต้องเรียกคืน สุทธิจึงเหลือที่ต้องจ่ายคืนประมาณ 36 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินของปี 2566-2568 และเข้าใจว่าเมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ต.ค. 2568 มีการโอนเงินจำนวนนี้คืนไปแล้ว ไม่นับยอดปี 2563 จึงไม่ใช่ยอด 110 ล้านบาท” ทพ.อรรถพร กล่าว

ด้าน นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ ซึ่งมาร่วมรับฟังการแถลงข่าว และกล่าวว่า การที่ตนมารับฟังแถลงข่าววันนี้ ไม่ได้มาชวนทะเลาะ ถึงจะไม่พอใจ แต่ก็มาพูดคุยกันด้วยดี พูดกันต่อหน้า สื่อมวลชนจะได้ฟังทั้ง 2 ด้าน ส่วน สปสช. ก็จะได้ฟังข้อมูลที่ท่านอาจจะยังไม่ทราบ รพ.มงกุฎวัฒนะ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ สปสช. เข้าร่วมเป็น รพ. บัตรทองเดือน ม.ค. 2553 หลังจาก สปสช. ไปพบกับ ตนเพื่อขอให้รับดูแลผู้ป่วยบัตรทอง 1 หมื่นคน จนถึงปัจจุบันที่ท่านเลขาฯ สปสช. ขออย่าให้ตนยกเลิกการดูแลผู้ป่วยบัตรทอง พูดตรงๆ ตนก็ไม่อยากเลิก ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ แต่เพราะมันเกี่ยวพันกับคนไข้ ซึ่ง รพ. ต้องอยู่ได้ คนไข้ถึงจะอยู่ได้ และ รพ. เราก็พัฒนาศักยภาพครบทุกสกิลเพื่อเป็น รพ. คู่สัญญามาตลอด ความสัมพันธ์ดีกันมาตลอด ที่ผ่านมาเรารับดูแลหมดทุกปัญหาคนไข้โดยไม่สนใจว่าจะขาดทุน หรือกำไร แต่ต้องไม่สูญ

จากนั้น นพ.เหรียญทอง และ ทพ.อรรถพรได้ นั่งจับเข่าคุยกันสองคน โดย นพ.เหรียญทอง กล่าวหลังจากมีการพูดคุยส่วนตัวกับ ทพ.อรรพร ว่า ขอยืนยันว่า ขอให้ สปสช. จ่ายหนี้เมื่อปี 2563 ที่มีอยู่ประมาณ 8.9 ล้านบาท และหนี้เมื่อปี 2567 อีกกว่า 40 ล้านบาท ให้กับ รพ.มงกุฎวัฒนะ ถ้าจ่ายมาแล้วก็พร้อมที่จะรับดูแลผู้ป่วยบัตรทองต่อ แต่ระหว่างนี้ยังยืนยันว่า จะงดให้บริการผู้ป่วยนอก ระบบบัตรทอง ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2568 นี้ไปก่อน จนกว่าจะมีการใช้หนี้เสร็จ ย้ำว่า ที่รองเลขาฯ สปสช. บอกว่าจ่ายหนี้มาแล้ว 37 ล้านบาท นั้น ยังไม่พอ เพราะยังค้างจ่ายอีกกว่า 70 ล้านบาท

“น้องเป็น สปสช. ดูแลทุกข์สุขของหน่วยบริการไหม ทุกข์ของหน่วยบริการก็คือทุกข์ของประชาชน คนเราโกรธกันได้ เกลียดกันได้ แต่ถ้ามันมีเหตุผล วันหนึ่งก็ดีกันได้ พี่ก็ยินดีดีกับทุกคน พี่ไม่ใช่คนเล่นการเมือง พี่โกรธน้อง พี่ก็ด่าน้อง พี่โกรธจเด็จก็ด่าจเด็จ (นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช.) แต่จะมาแอบแถลงข่าวไม่ได้ มีอะไรให้พูดกันทั้ง 2 ฝ่าย” นพ.เหรียญทอง กล่าวกับ ทพ.อรรถพร  

หลังจากพูดคุยกันเสร็จ นพ.เหรียญทอง ได้จับมือกับ ทพ.อรรถพร โดย นพ.เหรียญทอง กล่าวว่า การจับมือครั้งนี้เป็นการจับมือว่า สปสช. จะรับปากไปดำเนินการ ไม่ใช่ว่าตนยินดี เพราะเรื่องงานเรื่องหนี้ต้องแยก ต้องเคลียร์กันก่อน

ส่วน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า เบื้องต้นรับเรื่องไว้เพื่อให้ทาง อปสข.เขต 13 นำไปพิจารณาและหาทางออก

ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องเสนอต่อบอร์ด สปสช. หรือไม่ เพราะงบส่วนหนึ่งมาจากการคิดคำนวณใหม่ ทพ.อรรถพร กล่าวว่า อปสข.13 สามารถนำข้อมูลทั้งหมดและเสนอต่อบอร์ดเพื่อพิจารณาต่อไป.