นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากปมคลิปเสียงอังเคิล “พรรคเพื่อไทย” เหมือนถูกตัดเส้นทางอำนาจ ขณะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก็ถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก 1 ปี
เมื่อ “นายใหญ่” ต้องถูกจองจำ และ “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ย่อมส่งผลให้โครงสร้างอำนาจภายในพรรคสั่นคลอน เสียงลือเรื่อง “การไหลออก” ของ สส. เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ เดินตาม “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” อดีต สส.กาญจนบุรี พร้อมพวกอีก 7 คน ที่ย้ายไปอยู่กับ “พรรคภูมิใจไทย”
สถานการณ์ในพื้นที่ภาคอีสานใต้ยิ่งไม่เป็นคุณต่อ “เพื่อไทย” เมื่อความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ ภาพลักษณ์พรรคที่เคยแข็งแกร่งในอีสานจึงเริ่มสั่นคลอน ส่งผลให้ “โกศล ปัทมะ” และ “พงศกร อรรณนพพร” อดีต สส.ขอนแก่น ไปเปิดตัวร่วม“พรรคภูมิใจไทย” เช่นเดียวกับ “เกรียง กัลป์ตินันท์” บ้านใหญ่อุบลฯ ที่มีข่าวเข้าพบ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่แห่งพรรคสีน้ำเงิน ที่ตั้งกองบัญชาการ ณ โรงแรมย่านซอยรางน้ำ ยิ่งทำให้กระแส “ดูด สส.บ้านใหญ่” กลายเป็นจริง
อีกปัญหาที่กัดกินหัวใจ “เพื่อไทย” คือความไม่พอใจของกลุ่ม “ดาวฤกษ์” และ “บ้านใหญ่” ที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะค่าย “แป้งมันโคราช” ที่มี สส.ในมือถึง 8 คน แต่กลับถูกมองเป็น “คนนอก” ของสายบ้านจันทร์ส่องหล้า ทั้งที่กลุ่ม “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” แกนนำเพื่อไทย มีเพียง 4 คน กลับได้ถึงตำแหน่ง “รองนายกฯและรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” จึงไม่แปลกที่เสียงบ่นจะดังขึ้นจนใกล้ถึงจุดแตกหัก
ยังต้องจับตา “ไชยา พรหมา” สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย 7 สมัย และ “ฉลาด ขามช่วง” สส.ร้อยเอ็ด 9 สมัย อาจไปตายดาบหน้ากับพรรคที่ให้ที่ยืนทางการเมือง อย่างสมศักดิ์ศรีมากกว่าหรือไม่
ในภาวะที่พรรคสั่นสะเทือนเช่นนี้ “แพทองธาร” ต้องกลับดูแลพรรคเต็มตัว ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. 185 เขต
พร้อมกระแสข่าวการันตี อัดฉีดทรัพยากรเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องเพื่อยึดฐานเสียงให้มั่นคงไม่หนีไปไหน
อีกทั้งแต่งตั้ง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค เพื่อวางระบบบริหาร และ “เติมกระสุนดินดำ” ให้พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า
ทว่าจุดอ่อนสำคัญของ “เพื่อไทย” ยังคงอยู่ที่ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” จำนวน 3 คนซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นใครบ้าง
โดยมีการโยนหินถามทาง คือ “ณัฐพงษ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขยทักษิณ ที่อาจต่อยอดชื่อ “ชินวัตร” แต่เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ
หรืออาจจะเป็น “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่แม้มีบทบาทในพรรค และจูงใจไม่ทิ้งพรรค แต่ก็ไม่สามารถสร้างกระแสในหมู่ประชาชนได้มากนัก ยังมีกระแสข่าวลือถึงการทาบทาม “วราวุธ ศิลปอาชา” จาก “พรรคชาติไทยพัฒนา” ยิ่งทำให้การเมืองเข้มข้นขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้โจทย์ใหญ่ของ “พรรคเพื่อไทย” ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการ “วางยุทธศาสตร์หาเสียง” แต่คือ “การกู้ศรัทธาและสร้างเอกภาพภายในพรรค” ท่ามกลางกระแสย้ายขั้วของ สส.และแรงดูดจาก “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคกล้าธรรม” ที่ยังคงร้อนแรง
“สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกกต. ประเมินว่า การตั้งเป้าได้ สส. 200 ที่นั่งของ “เพื่อไทย” อาจเป็นตัวเลขที่ “เกินจริง” เพราะจากรายชื่อผู้สมัครกว่า 185 คน มีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นที่มีฐานเสียงแน่น ส่วนที่เหลือต้องพึ่งกระแสพรรค ซึ่งปัจจุบันอ่อนแรงและเป็นลบ
“ทุกคนประเมินว่า 50-70 คือตัวเลขที่เป็นไปได้จากการมีบัญชีรายชื่อ 15 และเขตไม่เกิน 55 การพูดตัวเลขที่เกินจริงจึงเป็นเรื่องตลกมากกว่าสร้างความหวัง กำลังใจ” นายสมชัย กล่าว
เมื่อทุกปัจจัยยังไม่เข้าข้าง “พรรคเพื่อไทย” อาจต้องยอมรับความจริงว่า การจะกลับมาครองอำนาจอีกครั้งในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่เรื่องง่าย และเป้าหมาย 200 ที่นั่ง อาจเป็นเพียง “ฝันกลางวัน” หรือแค่ปลุกขวัญเพื่อหยุดเลือดไหลเท่านั้น.



