เมื่อวันที่ 12 ต.ค. “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีกำหนดการลงพื้นที่พบปะประชาชน ที่อาคารอเนกประสงค์ วัดสระลงเรือ ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี และที่ศูนย์จำหน่ายและแสดงสินค้า OTOP เทศบาลตำบลบ่อพลอย ต.บ่อพลอย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ซึ่งคาดว่า เพื่อหาเสียงช่วย น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี น.ส.วิสุดา เป็นบุตรสาวนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ซึ่งเคยเป็น สส.เขตนี้ สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ต่อมา นายศักดิ์ดาลาออกจาก สส.ไปรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

ที่อาคารอเนกประสงค์ วัดสระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี นายกฯ หนู กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ยืนยันว่าภูมิใจไทยพูดแล้วทำ ตนเองเข้ามาทำงานได้ 12 วัน เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อย, โครงการคนละครึ่งผ่าน ครม.เรียบร้อย เราทำงานอย่างใจกว้าง ทำงานหนึ่งเดียวมีหน้าที่อย่างเดียวคือรับใช้ประชาชน เราให้คำมั่นสัญญาไว้เราจะทำให้หมด และอยู่ถึงเดือน ม.ค. 69 จะคืนอำนาจให้ประชาชน

“ส่วนเรื่องการเปิดด่านชายแดน เมื่อประชาชนบอกไม่ให้เปิดก็จะไม่เปิด เพราะถ้าเปิดด่านผมจะเป็นอดีตนายกฯ ทันที เพราะจะถูกกระทืบตาย ขอให้เก็บผมไว้ทำงานให้พี่น้องประชาชน เพราะอยากจะรับใช้ประชาชนทั่วประเทศ เรื่องเปิดด่านจบแล้ว ไม่มีทางเปิด ตอนนี้สู้อย่างเดียว ต้องรักษาอธิปไตย รักษาศักดิ์ศรีของคนไทย เรื่องเปิดด่านจึงไม่ต้องกังวล”

ต่อมา ที่ศูนย์จำหน่ายและแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี นายอนุทิน ปราศรัยตอนหนึ่งว่า มีนโยบายที่เราจะดำเนินการอีกคือปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนละ 100,000 บาท ให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก และจะดูแลปัญหาเรื่องอ้อย เพราะพรรคภูมิใจไทย กำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม จึงเป็นหน้าที่ของตนที่จะเข้ามาแก้ปัญหา หลังจากรับหนังสือจากชาวไร่อ้อยเรียบร้อยแล้วจะให้อธิบดีมาพบเพื่อแก้ปัญหาให้โดยตรง เราจะดูแลเรื่องราคามันสำปะหลังจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นไปอีก วันนี้ราคาขึ้นมาจากการที่เราปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ไม่สามารถนำเข้ามาได้ ดังนั้นเราจะสร้างกลไกตลาดทำให้ราคาสูงยิ่งขึ้นไป

ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สำคัญในสัปดาห์นี้คือการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “รองโฆษกหนุ่ม” ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขณะนี้มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาทั้งหมด 3 ร่างด้วยกัน คือร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของพรรคประชาชน (ปชน.) และร่างของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ แต่พรรคเพื่อไทยมีข้อห่วงใยกับรายละเอียดในร่างของพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก ในเรื่องที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งมีจุดอ่อนเรื่องความยึดโยงกับประชาชน คือผู้เสนอตัวเป็น ส.ส.ร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลย ไม่ผ่านกลไกการกลั่นกรองโดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งทางตรงก่อน อาจนำไปสู่ ส.ส.ร.จัดตั้ง ที่ได้สิทธิเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการฮั้วกัน

“ส่วนร่างของพรรคประชาชนนั้น แม้ ส.ส.ร.จะมีการปรับให้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ยังให้เลือกตั้งสภาที่ปรึกษาการยกร่างฯ จึงมีความกังวลว่านั่นอาจถูกผู้หวังขัดขวางกระบวนการ หยิบยกไปยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นการเลือกตั้งทางตรงหรือไม่ ซึ่งจะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกยืดเวลาออกไปอีก ดั้งนั้น พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อให้ร่างที่จะได้ออกมามีความยึดโยงกับประชาชน และลดความเสี่ยงที่จะถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความในอนาคต

พรรคเพื่อไทยออกแบบให้ ส.ส.ร. มี 151 คน แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1. มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จากประชาชนและรัฐสภาจำนวน 100 คน โดยจำนวน ส.ส.ร. ที่พึงมีในแต่ละจังหวัดคำนวณตามสัดส่วนประชากร ขั้นตอนแรกจะเปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้เสนอตัวเป็น ส.ส.ร. ในทุกจังหวัดจำนวน 3 เท่าของ ส.ส.ร.ที่พึงมีในแต่ละจังหวัด รวมทั้งประเทศ 300 คน จากนั้น กกต. รับรองรายชื่อ ก่อนจะส่งรายชื่อมาให้รัฐสภาเลือกต่อไป 2. ส.ส.ร. ที่รัฐสภาแต่งตั้งจากการเสนอชื่อของกลุ่มองค์กรวิชาชีพต่างๆ จำนวน 51 คน แนวทางของพรรคเพื่อไทย จะได้ ส.ส.ร. ที่ยึดโยงกับประชาชน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายในทางการเมือง การฮั้วกันทำได้ยาก หวังว่า สว.จะเห็นชอบ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “บัตรลงคะแนน 4 ใบ 6 คำถาม จะไหวไหม” สำรวจระหว่างวันที่ 7-9 ต.ค. 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,310 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม (บัตรเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้งหนึ่งใบ, บัตรเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อหนึ่งใบ, บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหนึ่งใบ สองข้อ, บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 หนึ่งใบ สองข้อ) ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของประชาชนทั่วไป พบว่า 48.55% ระบุว่า สับสนมาก 30.61% ระบุว่า ค่อนข้างสับสน 11.99% ระบุว่า ไม่สับสนเลย 8.85% ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

เมื่อถามว่า ระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพียงพอหรือไม่ พบว่า 30.23% ระบุว่า ไม่เพียงพอเลย 24.43% ระบุว่า เพียงพอแน่นอน 22.14% ระบุว่า ค่อนข้างเพียงพอ 20.53% ระบุว่า ไม่ค่อยเพียงพอ เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ในวันเดียวกัน พบว่า 49.16% เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการทั้งหมดในวันเดียวกัน รองลงมา 26.11% ระบุว่า ควรแยกการดำเนินทั้งสามเรื่องเป็นคนละวันกัน

นายนพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง ความสุข ความทุกข์และการเมืองของคนไทยวันนี้ จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,258 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 8-11 ต.ค. พบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกทุกข์มากกว่าสุขในชีวิตประจำวัน 43.7% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าวันนี้รู้สึกทุกข์มากกว่าสุข ปัจจัยที่สร้างความทุกข์ให้กับประชาชน 68.1% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจ รองลงมาคือ การเมืองที่วุ่นวาย ขัดแย้ง เสียของ พัวพันผลประโยชน์ 64.9% เมื่อสอบถามถึงลักษณะของผู้นำทางการเมืองที่คนไทยอยากเห็น 84.7% ต้องการผู้นำที่ดี เก่ง และกล้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ผลดี 81.5%

ในส่วนของการตัดสินใจทางการเมือง พบว่า ณ วันนี้ 51.9% ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด 24.6% แม้จะตัดสินใจแล้ว แต่ก็อาจเปลี่ยนใจได้และมีเพียง 23.5% เท่านั้นที่ตัดสินใจแน่นอน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนกว่า 76.5% ยังเปิดกว้างต่อการตัดสินใจทางการเมือง และยังไม่เกิดการยึดโยงกับพรรคการเมืองใดอย่างมั่นคง

อีกเรื่องหนึ่ง นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. โพสต์เฟซบุ๊ก เรียกร้องให้นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และปลัดกระทรวง ตรวจสอบเรื่อง การซื้อเครื่อง NGS ให้ รพ. ที่ไม่ได้ขอ, สเปกต่ำ และหลายที่ไม่มีแพทย์เฉพาะทางเวชพันธุศาสตร์ เครื่อง NGS (Next Generation Sequencing) คือเครื่องตรวจพันธุกรรมที่มีประโยชน์หลากหลาย เช่น ตรวจหาโรคมะเร็ง, คัดกรองความผิดปกติโครโมโซมของทารก, ตรวจอุบัติการณ์ของเชื้อใหม่ เป็นต้น แต่พบว่า เครื่องที่ รพ. กำลังจะได้รับอาจมีสเปกต่ำกว่า ในราคา 8.5 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงสั่งซื้อพร้อมกันถึง 11 เครื่อง รวมเป็นเงิน 93.5 ล้านบาท

การจัดซื้อคล้ายล็อกสเปกไว้ทำให้เครื่องที่ดีกว่าไม่สามารถเข้าแข่งขันได้ ควรเปิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และให้ประโยชน์สูงสุดเกิดกับ รพ. และประชาชน ด้วยงบประมาณที่เหมาะสม และตั้งไว้ใน รพ.ที่มีศักยภาพเพียงพอด้วย แหล่งข่าวที่เปิดเผยชื่อ เพราะเป็นคนโพสต์เป็นสาธารณะอยู่แล้วทุกคนเห็น คือ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร ราชบัณฑิต

“ทีมข่าวการเมือง”