การเมืองเริ่มคึกคักบรรดาพรรคการเมืองจัดทัพเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง “ค่ายสีน้ำเงิน” นำทีมโดย “แม่ทัพใหญ่”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินสายโซนภาคกลางลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยน้ำท่วม พ่วง เดินเกมหาเสียงปลุกใจชาวบ้าน  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาลงพื้นที่จ.พิจิตร ชัยนาท และสิงห์บุรี หยอดคำหวานอ้อนชาวสิงห์บุรีว่า “อยากให้ชัวร์ ในการเลือกตั้งปีหน้า เลือกผมกลับมาอีกรอบปีหน้าเลือกตั้งแน่นอน”

ล่าสุดนำทัพใหญ่บุกกาญจนบุรีหาเสียงเลือกตั้งซ่อมช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสส.กาญจนบุรี เขต 4  “วิสุดา วิเชียรศิลป์“ ลูกสาว”ศักดา วิเชียรศิลป์ “รมช.มหาดไทย  อดีตสส.เจ้าของพื้นที่เดิมย้ายพรรคไปอยู่ค่ายเซาะกราว หวังสืบทอดฐานเสียงทางการเมืองของพ่อในนามพรรคใหม่ ด้าน “เพื่อไทย”ส่ง “พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช” อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 และนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกาญจนบุรี ลงท้าชิง ดังนั้นสนามเลือกตั้งนี้เดิมพันศักดิ์ศรีสูงระหว่าง “ค่ายแดง”และ “ค่ายน้ำเงิน”

เพราะการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ เป็นการเมืองแบบ “สามก๊ก” หรือ “สามขั้ว” คือ “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พรรคประชาชน“ ส่วนที่เหลือจะเป็นพรรคขนาดกลางที่กลายเป็น “ตัวแปร” ทั้งพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังรีเซตกันอีกรอบ กระแสการเมืองกำลังเลี้ยวไปทาง “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ท่ามกลางการโฟกัสคอการเมืองต้องจับจ้อง“พลังดูด” ที่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ทั้งมาแบบ “เป็นก๊วน” เป็น “ก๊ก” และเป็น “บ้านใหญ่” เข้ามาเป็นพรวนเลยทีเดียว

แน่นอนว่าพลังดูดทำให้สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยตกที่นั่งลำบาก เพราะกำลังอยู่ในภาวะถดถอย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพรรคกำลังอยู่ในภาวะ “เลือดไหล” ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมือง สำหรับพรรคที่เคยมีขนาดใหญ่ มีสส.จำนวนมาก เมื่อทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป ยังมองไม่เห็นอนาคตอันใกล้ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะมีการแยกย้ายออกไปรอเพียงแค่การประกาศยุบสภาเท่านั้น จึงจะสามารถเปิดตัวชัดเจน แต่สำหรับในพื้นที่หรือในทางการเมืองย่อมรับรู้กันแล้ว

แน่นอนว่าภาวะ “เลือดไหล” นี้ทำให้ “เจ้าของพรรค” ครอบครัว ชินวัตร ต้องรีบหาทางสกัดกั้นอย่างเต็มกำลัง “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์”ออกมาปรากฎตัวส่งสัญญาณกับสส.เข้าร่วมให้กำลังใจสส.และสมาชิกพรรค เอ่ยคำพูด “สู้ๆ” ในความหมายที่ว่า ครอบครัวชินวัตร ยังสู้เต็มที่ เช่นเดียวกับ “แพทองธาร ชินวัตร” ยังรั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยต่อไป ทั้งที่ในทางการเมืองหมดความชอบธรรมไปสิ้นแล้วก็ตาม แต่เพื่อสร้างความมั่นใจกับสมาชิก ก็ต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักประกัน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์“สู้ต่อ” เพื่อสกัดเลือดไหลออกเอาไว้ก่อน

อย่างไรก็ดี ในภาวะความเป็นจริง“ภูมิใจไทย“ในขณะนี้ถือว่ามีความโดดเด่น มีความสนใจมากกว่าพรรคการเมืองอื่น  เพราะเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แตกต่างกับ  ”เพื่อไทย“ ขณะนี้ประสบพบเจอสาระพัดปัญหารุมถาโถม จนพรรคเสื่อมถอยทำได้เพียงประคองสถานการณ์ระยะสั้นเอาไว้

เพียงแต่ว่าการเมืองมีโอกาสพลิกผันในช่วงข้ามคืน อนาคตข้างหน้าวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีใครรู้ว่าผู้ชนะจะเป็นใคร และใครจะได้ครองเก้าอี้ “ผู้นำประเทศ”คนต่อไป.