เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 68 นายเชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าววิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการรับมือกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ ว่า ในช่วงนี้รัฐบาลไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากสถานการณ์ภายในประเทศและกระแสจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับคู่เจรจาที่มักใช้วิธีการหลากหลายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการบิดเบือนข้อมูล การส่งโดรนล้ำแดน หรือการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์บนเวทีนานาชาติ ซึ่งทำให้การวางยุทธศาสตร์ของไทยจำเป็นต้องรอบคอบและมีชั้นเชิงมากขึ้น

นายเชษฐา กล่าวว่า ในอดีตไทยมักอยู่ในท่าทีตั้งรับ แต่รัฐบาลปัจจุบันพยายามปรับแนวทางจาก “รับ” เป็น “รุก” โดยเน้นการดำเนินงานที่ผสมผสานหลายมิติ ทั้งทางการทูต กลไกด้านความมั่นคง และพลังทางสังคม เพื่อสร้างแรงกดดันเชิงบวกในหลายระดับ โดยไม่พาตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรง การทูตของไทยยังคงยึดหลักสากล ใช้ถ้อยคำที่สะท้อนความเป็นรัฐอารยะ เช่น การเคารพอธิปไตย การยึดมั่นในความสัมพันธ์ที่ดี การเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดยั่วยุ พร้อมใช้ช่องทางทางการทูตอย่างต่อเนื่อง อาทิ การใช้สิทธิตอบโต้ในเวทีระหว่างประเทศด้วยถ้อยคำที่มีเหตุผลและสุขุม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่มีเหตุผลเหนือกว่าและยึดมั่นในกติกา

นายเชษฐา กล่าวว่า ในด้านความมั่นคงรัฐบาลและกองทัพยังคงเดินหน้าเตรียมพร้อมและมีการตอบโต้ หากถูกรุกราน ในระดับที่ไม่ขยายผลไปสู่สงคราม โดยมีการเสริมความเข้มของข่าวกรอง การลาดตระเวนเชิงป้องกัน และการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยง โดยปฏิบัติภายใต้ขั้นตอนที่ประสานล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุ การดำเนินการในลักษณะนี้ถือเป็นสุขุมแต่พร้อม ซึ่งช่วยสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันและการรักษากติกาทางการทูต ส่วนภาคประชาชนและสื่อภายในประเทศยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ “พลังอ่อน” ที่ช่วยสร้างแรงกดดันทางสังคมอย่างสันติ รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น การรวมตัวเชิงสัญลักษณ์หน้าสถานทูตกัมพูชา การรณรงค์ออนไลน์เพื่อแสดงความห่วงใยต่อแผ่นดิน และการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของ “Soft Power ภายในประเทศ” ที่ช่วยส่งสารทางจิตวิทยาโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง

นายเชษฐา กล่าวว่า ภาพรวมของรัฐบาลไทยในขณะนี้สะท้อน ยุทธศาสตร์สามมิติ ที่ผสมผสานความแข็งและความอ่อนเข้าด้วยกัน คือการทูตที่มีเหตุผลและอารยะ ความมั่นคงที่สุขุมและอยู่ในกรอบกฎหมายและพลังทางสังคมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางที่ช่วยให้ไทยสามารถปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้ โดยไม่เร่งเร้าให้สถานการณ์บานปลาย และยังคงรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติอย่างรอบคอบ ที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์ทั้งหมด มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือการบีบให้กัมพูชาเข้าสู่วงเจรจา ซึ่งเงื่อนไขทั้งหลาย จะกำหนดโดยไทย ทั้งนี้ เราจะได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น คือ การที่กัมพูชา อ่อนข้อให้ไทย เพราะปัจจุบันกัมพูชาเองได้รับแรงกระแทกอย่างมหาศาล ทางเศรษฐกิจและโดยธรรมชาติ กัมพูชาเป็นชาติที่พึ่งพาไทยสูงมากเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้าจากไทยมหาศาล การขาดกำลังซื้อจากไทยไป ส่งผลให้สถานการณ์ในกัมพูชาระส่ำระสาย ตอนนี้ขึ้นกับเวลาแล้วว่ากัมพูชา จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเมื่อไร เมื่อมาถึงตอนนั้นเท่ากับยุทธศาสตร์ของไทยได้ผลอย่างสมบูรณ์.