กรณีสุนัขกัดเด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ จนทำให้พ่อเด็กมาตามไล่ตีสุนัข หลังจากนั้นเพจดังแจ้งความดำเนินคดีพ่อเด็ก ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ฯ จนกลายเป็นกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ทัวร์ถล่มหนัก ‘วอชด็อกไทยแลนด์’ แจ้งความมั่วปมพ่อเด็ก 2 ขวบ ตีหมาเพราะกัดลูก

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 14 ต.ค. 68 น.ส.รัตติยา เตียวตระกูล อายุ 38 ปี ประธานมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์, นายสรพงษ์ ทองดี อายุ 40 ปี เจ้าหน้าที่จิตอาสามูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ได้เดินทางเข้ามาที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อยื่นหนังสือขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ กับนายชัญญา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ผู้ก่อเหตุไล่ตีสุนัข พร้อมทั้งขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในร้านสะดวกซื้อ และกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 3 ราย

น.ส.รัตติยา กล่าวว่า วันนี้ได้นำหนังสือมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด เพื่อให้พิจารณาคดีเพิ่มว่าจะเข้าข่าย พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ หรือไม่ ทางมูลนิธิฯ อยากชี้แจงว่าวันแรกเราได้รับแจ้งว่ามีชายไล่ตีสุนัขหน้าร้านสะดวกซื้อ และได้แจ้งความเพื่อขอตรวจสอบกล้องวงจรปิด จากนั้นจึงเข้ามาพูดคุยเจรจากันต่อที่ สภ.ปากเกร็ด โดยคลิปวงจรปิดเห็นว่าสุนัขนอนอยู่บนพรมในร้านสะดวกซื้อ และแม่ของเด็กยืนอยู่ข้างๆ จากนั้นเด็กวัย 2 ขวบ ได้วิ่งออกมาหาแม่ คาดว่าเด็กน่าจะเหยียบพรมทำให้สุนัขตกใจและกัดเด็ก ทำให้เด็กล้มลง ซึ่งทางมูลนิธิฯ เห็นคลิปจากกล้องวงจรปิดเพียงเท่านี้

“มูลนิธิฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และรู้สึกเห็นใจ ยินดีที่จะไม่ติดใจเอาความและดำเนินคดีใดๆ เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่ นอกจากนี้ยังได้มีการแนะนำว่าใครควรรับผิดชอบ มีคนที่ให้อาหารสุนัขร่วมรับผิดชอบและเยียวยาค่าเสียหายด้วย และแนะนำให้ไปติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางมูลนิธิฯ จึงได้มีการถอนแจ้งความจริงเพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุมีคดีความ” น.ส.รัตติยา กล่าว

น.ส.รัตติยา กล่าวอีกว่า ต่อมา มีข่าวออกมาว่าทางมูลนิธิฯ ได้ถอนแจ้งความ แล้วทำไมวันนี้ถึงมาแจ้งความอีก ซึ่งความจริงวันนี้ทางมูลนิธิฯ มายื่นหนังสือเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดตามพยานบุคคลที่ให้ข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุพยายามกลับมาไล่ตีสุนัขหลังเกิดเหตุไปแล้วอีก และมองว่าผู้ก่อเหตุมีเจตนาทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ ซึ่งต่อให้ทางมูลนิธิฯ จะถอนแจ้งความ แต่คดีพ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เจ้าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อจากมูลนิธิฯ ถ้าเข้าข่ายว่าเจตนากระทำผิดจริง

ส่วนกรณีเรื่องโพสต์แถลงในเพจมูลนิธิฯ ว่าไม่มีการถอนแจ้งความ น.ส.รัตติยา กล่าวยอมรับว่ามีการแจ้งความและถอนแจ้งความจริง แต่เนื่องจากเวลานั้นดึกแล้วจึงทำให้ไม่มีการสื่อสารกับทีมงาน พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็มีกระแสไปอีกทิศทางเนื่องจากพ่อแม่ของเด็กวัย 2 ขวบ ไปให้ข่าว และแอดมินเพจมูลนิธิฯ ไม่ทราบว่ามีการถอนแจ้งความแล้ว จึงได้โพสต์ไปแบบนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าผู้ก่อเหตุไม่มีความผิดแต่ทางมูลนิธิฯ ก็เห็นใจในความเป็นพ่อแม่ และไม่ต้องการดำเนินคดีโดยมีข้อตกลงกัน รวมถึงให้คำแนะนำในการช่วยเหลือตลอด

น.ส.รัตติยา กล่าวอีกว่า ตนได้พยายามติดต่อพ่อแม่ของเด็กวัย 2 ขวบ แต่ไม่มีใครรับสาย ซึ่งอยากถามว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น หลังจากทางมูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนมา ยอมรับว่าได้ดูกล้องวงจรปิดเพียงชอตเดียวว่าสุนัขไม่ได้กัดเด็ก จึงได้ถอนแจ้งความ แต่ไม่ได้ดูกล้องวงจรปิดหลังจากเหตุการณ์นั้นตามที่พยานบุคคลบอกว่าผู้ก่อเหตุพยายามกลับมาไล่ตีสุนัขอีก

น.ส.รัตติยา กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ รวมถึงแนะนำว่าสามารถติดต่อกับใครให้รับผิดชอบได้บ้าง ด้านร้านสะดวกซื้อก็ได้มีการรับผิดชอบเงินให้กับแม่ของเด็กวัย 2 ขวบ ที่ไม่ได้ไปทำงาน และเราได้แนะนำว่าส่วนการเยียวยาเด็กที่บาดเจ็บสามารถไปยื่นที่เทศบาลได้เพราะมีงบ เราไม่ได้ช่วยแค่สุนัขและมองว่าสุนัขกัดเด็กก่อนจริง ตนก็มีลูกและเข้าใจในส่วนนี้ โดยสุนัขกัดเด็กจากสัญชาตญาณเพราะเด็กอาจจะไปโดนพรมที่สุนัขนอนอยู่ทำให้ตกใจและหันมากัด

มูลนิธิฯ ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการสุนัขจรจัด หน้าที่ของมูลนิธิฯ คือเป็นสื่อกลางให้กับสุนัขที่พูดไม่ได้และถูกทำร้าย สืบหาความจริง และเอาตัวคนทำผิดมาดำเนินคดี ส่วนการชดเชยเยียวยาค่าเสียหายต่างๆ เป็นหน้าที่ของเทศบาลและหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งจะต้องออกมาดูแลในส่วนนี้อย่างจริงจัง คนให้ข้าวสุนัขไม่ถือเป็นเจ้าของแต่หากมีการให้ข้าวหลายๆ ครั้ง หรือการให้อาหารเป็นประจำอาจจะต้องรับผิดชอบเวลาสุนัขไปกัดคน ส่วนกรณีสุนัขมีเจ้าของก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากปล่อยให้สุนัขออกมากัดคน

มูลนิธิฯ ไม่ได้มองแค่สัตว์ เรารู้ว่าสุนัขกัดเด็กมันผิด แต่ก็ต้องดูว่ามูลเหตุเกิดจากอะไร ผู้ก่อเหตุไปไล่ตีสุนัขทำไม ซึ่งเรายินดีให้ความเป็นธรรมจึงมีการถอนแจ้งความ แต่ในเมื่อสังคมมีการตั้งคำถามว่าใครผิดใครถูก และถกเถียงกัน วันนี้ตนจึงได้ทำหนังสือเข้ายื่นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูกล้องวงจรปิดหลังจากที่เกิดเหตุอีก 1 วัน ว่าเจตนาของผู้ก่อเหตุเข้าข่ายทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ ต่อให้มูลนิธิฯ จะถอนแจ้งความ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มูลนิธิฯ เป็นเพียงสื่อกลางเท่านั้น หากต้องไปตามรับผิดชอบกรณีที่สุนัขจรจัดกัดคนทั่วประเทศ ก็ไม่ควรจะมีหน่วยงานราชการท้องถิ่นเกิดขึ้น ควรให้หน่วยงานภาคเอกชนไปทำงานแทนทั้งหมด เราไม่ได้ปัดความรับผิดชอบแต่อยากให้มองว่าสุนัขจรจัดเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานท้องถิ่น มูลนิธิฯ จัดตั้งเพื่อสวัสดิภาพสัตว์และดูแลด้านการทารุณกรรมสัตว์ การเปิดรับบริจาคของมูลนิธิฯ มีไว้เพื่อช่วยเหลือสุนัขที่ถูกทารุณกรรม โดนรถชน ไม่มีคนรับเคส เราก็จะดำเนินการช่วยเหลือ รวมถึงบ้านพักพิงสุนัขที่ขาดแคลน ไม่มีงบไว้เพื่อเยียวยาประชาชนที่ถูกสุนัขจรจัดกัด

มูลนิธิฯ ไม่ได้ติดใจหรือเอาเรื่องใดๆ กับผู้ก่อเหตุ ในเมื่อกระแสสังคมเป็นสองด้าน ทางมูลนิธิฯ ก็ต้องเข้ามาหาข้อเท็จจริง ต้องแยกกันระหว่างกรณีสุนัขกัดเด็กและการทารุณกรรมสัตว์ อยากให้เห็นว่าทั้งสองเรื่องคือคนละเรื่องกัน การกลับมาไล่ตีสุนัขมันคือการแก้แค้นหรือไม่ ยืนยันว่าวันนี้ไม่ได้กลับมาแจ้งความแต่คดีพ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ เป็นคดีอาญายอมความไม่ได้เพราะเป็นอาญาแผ่นดิน วันนี้จึงอยากขอดูกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมเพื่อดูเจตนาที่แท้จริง

การโพสต์ในเพจของมูลนิธิฯ เพื่อแค่ตามหาความจริงเท่านั้น คนที่รู้ดีที่สุดคือพ่อเด็กกับสุนัข แต่สุนัขพูดไม่ได้ ทางมูลนิธิฯ จึงขอพูดแทน โดยใช้กล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน หากไม่เข้าข่ายคดีพ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ ทางพ่อแม่ของเด็กวัย 2 ขวบ จะดำเนินคดีก็ยอมรับทุกอย่าง และยินดีจะโพสต์ขอโทษในเพจของมูลนิธิฯ

น.ส.น้ำฝน (นามสมมุติ) 1 ในพยานที่เดินทางมาให้ข้อมูล เปิดเผยว่า ตนได้เข้าไปใช้บริการภายในร้านสะดวกซื้อและเห็นว่าผู้ก่อเหตุพยายามไล่ตี ไล่เตะสุนัข จนสุนัขวิ่งเข้าไปหลบอยู่ในเคาน์เตอร์ หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุได้เดินกลับมาอีกครั้งพร้อมไม้เพื่อจะเขี่ยสุนัขให้ออกไปข้างนอก คาดว่าจะเอาออกไปตีด้านนอกร้านสะดวกซื้อ ตนจึงเข้าไปห้าม ผู้ก่อเหตุก็โวยวายเสียงดังและเดินออกไปพร้อมสบถคำหยาบคาย แต่ตนไม่แน่ใจว่าตีโดนสุนัขหรือไม่ จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม