เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่รัฐสภา นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตในโครงการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของเทศบาลตำบลบางผึ้ง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ รมช.อุตสาหกรรม คนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางผึ้ง อยู่ในขณะนั้น
โดย นายชุติพงศ์ กล่าวว่า คณะกมธ. ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาชี้แจงข้อมูลต่อที่ประชุม ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และนายอำเภอในพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาชี้มูลความผิด และการดำเนินการในทางคดี
“ในเบื้องต้น ป.ป.ช. ได้ชี้แจงว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของเทศบาลที่มีข้อสงสัยว่าอาจไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแบบแปลน แต่กลับมีการลงนามอนุมัติจ่ายเงินงวดให้กับผู้รับจ้าง ทั้งที่ตัวอาคารยังมีปัญหาในส่วนของพื้น ผนัง และหลังคา ซึ่งในเอกสารประกอบสำนวนของ ป.ป.ช. มีภาพถ่ายยืนยันว่าการก่อสร้างในขณะนั้นยังไม่เสร็จสิ้น แต่กลับมีการอนุมัติให้เบิกจ่ายงบประมาณ” นายชุติพงศ์ กล่าว
นายชุติพงศ์ กล่าวอีกว่า การสอบสวนของ ป.ป.ช. ได้ข้อสรุปว่า มีมติชี้มูลความผิดในระดับกรรมการเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 โดยชี้ว่าอดีตนายกเทศมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรมช.อุตสาหกรรม มีความเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างโดยมิชอบ และมีส่วนรู้เห็นกับเอกสารที่ใช้ในการดำเนินการดังกล่าว ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดได้รับเรื่องจาก ป.ป.ช. และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 โดยจำเลยประกอบด้วย อดีตนายกเทศมนตรีในฐานะจำเลยที่ 1 และข้าราชการเป็นจำเลยที่ 2-7 ซึ่งในระหว่างการพิจารณาคดี ผู้รับจ้างได้ให้การรับสารภาพว่าได้มีการเบิกเงินทั้งที่งานยังไม่แล้วเสร็จจริง และมีพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อทางราชการ
“จากการซักถามในที่ประชุม พบว่าเรื่องนี้ยังมีข้อเท็จจริงบางประการที่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจน เช่น กรณีที่งานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จแต่กลับมีการรับรองผลงาน หรือการที่หน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจมีผลต่อการตรวจสอบงบประมาณในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีระดับประเทศถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต” นายชุติพงศ์ กล่าว
นายชุติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นมานานกว่า 2 ปีแล้ว และขณะนั้นผู้ถูกกล่าวหาก็ได้พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีไปแล้ว แต่ด้วยความที่ปัจจุบันบุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยรวม
นายชุติพงศ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการบริหารงานท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ขยายเป็นระดับชาติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลใน ครม. ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายและตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ หากปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน อาจสร้างบรรทัดฐานที่ไม่เหมาะสม และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน
นายชุติพงศ์ กล่าวย้ำว่า ขณะนี้เอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวได้ถูกรวบรวมไว้ครบถ้วน และอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล ซึ่งจะต้องติดตามผลของกระบวนการยุติธรรมต่อไปอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าคณะกมธ.จะทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


